โรค Giardiasis

                                                                                                            รศ.ดร.อัจฉรียา จิตต์ภักดี  

  Giardiasis คืออะไร

       Giardiasis หรือ Lambliasis คือโรคที่เกิดในผู้ติดเชื้อปรสิตชนิด Giardia lamblia ผู้ติดเชื้อหลายรายไม่แสดงอาการเนื่องมาจากมีภูมิคุ้มกันที่ดี แต่ในผู้ติดเชื้อบางรายที่มีความไวต่อเชื้อมากกว่าผู้อื่น อาจเกิดอาการท้องเสียทำให้เกิดอาการขาดน้ำ และลำไส้มีการผลิตเมือกออกมามาก มีอาการปวดท้อง ผายลมบ่อย และน้ำหนักลด อุจจาระมีไขมันมากแต่ไม่มีเลือด เนื่องจากปรสิตจะไปรบกวนการดูดซึมไขมันและสารอาหารของลำไส้ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของโรค ถ้าถุงน้ำดีมีการติดเชื้อจะทำให้เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลืองและปวดท้อง มีรายงานว่า G. lamblia ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ โรคนี้ไม่ทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตแต่จะรบกวนไม่ให้ผู้ติดเชื้ออยู่ได้อย่างปกติสุข นอกจากนี้ G. lamblia ยังไปรบกวนการเจริญเติบโตของเด็กที่อยู่ในวัย เจริญเติบโต โดยเด็กที่ติดเชื้อจะมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่

  Giardiasis พบได้บ่อยแค่ไหน

     G. lamblia เป็นปรสิตที่พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่อยู่ในเขตอบอุ่น นอกจากนี้ยังเป็นโปรโตซัวที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบทางเดินอาหาร ของมนุษย์ จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า G. lamblia เป็นโปรโตซัวในลำไส้ที่พบได้มากที่สุดคือร้อยละ 14.36 ของผู้ป่วยที่ส่งอุจจาระมาตรวจ หาปรสิตในลำไส้ ผู้ที่มักจะติดเชื้อปรสิตชนิดนี้คือ เด็กโดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่รวมกันมาก ๆ เช่น ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งมีการศึกษา พบว่าเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในจังหวัดปทุมธานี มีการติดเชื้อถึงร้อยละ 37.7

  คนเป็นโรค Giardiasis ได้อย่างไร

    Giardiasis เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายมาก ถ้าสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวได้รับเชื้อสมาชิกที่เหลือในครอบครัวจะติดเชื้อในไม่ช้า ระยะติดต่อของปรสิตชนิดนี้คือระยะซิสต์ซึ่งปกติแล้วจะปะปนมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อ การติดเชื้อจะเกิดจากการกินซิสต์แก่โดยการปนเปื้อน ของซิสต์ที่นิ้วมือ ในอาหารและน้ำ และการมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะที่มีการปนเปื้อนของอุจจาระโดยเฉพาะในกลุ่มรักร่วมเพศ

  เราจะป้องกันการเป็นโรค Giardiasis ได้อย่างไร

     การป้องกันจะขึ้นอยู่กับสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ นอกจากนี้การจัดการระบบสุขาภิบาล ที่ดีไม่ให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระในสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจทำให้มีการปนเปื้อนของระยะซิสต์ของ G. lamblia อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำ ที่ใช้อุปโภคและบริโภค มีรายงานการปนเปื้อนของปรสิตชนิดนี้ในน้ำที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภคในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำประปา เนื่องจากระยะซิสต์สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำประปาและยังคงมีความสามารถที่จะติดต่อไปยังผู้อื่นได้

  G. lamblia มีหน้าตาเป็นอย่างไร

     ปรสิตชนิดนี้มี 2 ระยะ คือระยะโทรโฟซอยต์และระยะซิสต์ ระยะโทรโฟซอยต์จะมีลักษณะกลมทางด้านหน้าและเรียวแหลมลงมาด้านท้ายของเซลล์ ด้านหน้าของเซลล์จะแบนส่วนด้านหลังจะโค้งนูน มีขนาดกว้าง 5-15 ไมโครเมตร และยาว 9.5-21 ไมโครเมตร มีแฟลกเจลลาทั้งหมด 4 คู่ เนื่องจากนิวเคลียสที่อยู่เป็นคู่กันประกอบกับการมีแผ่นดูดทำให้ปรสิตชนิดนี้เมื่อถูกย้อมสีแล้วศึกษาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะดูคล้ายคนใส่แว่นตาจ้องตอบมา ระยะซิสต์มีลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง 7-10 ไมโครเมตร และยาว 8-12 ไม่มีแฟลกเจลลัมอิสระซิสต์อ่อนมีนิวเคลียส 2 ก้อน แต่ซิสต์แก่ซึ่งเป็นระยะติดต่อจะมีนิวเคลียส 4 ก้อน

 
รูปที่1 ระยะโทรโฟซอยต์ของ G. lamblia รูปที่2 ระยะซิสต์ของ G. lamblia

(ที่มา: http://www.med.cmu.ac.th/dept/parasite/framepro.htm-Flagellates- Giardia lamblia)

  จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรค Giardiasis

     ถ้าท่านสงสัยว่าท่านจะเป็นโรคนี้โปรดไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยจากอาการและส่งอุจจาระของท่านไปตรวจหาเชื้อปรสิตในห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำได้โดยง่ายจากการตรวจหาระยะโทรโฟซอยต์และ/หรือซิสต์ในอุจจาระ การตรวจหา G. lamblia ในอุจจาระที่ส่งตรวจอาจไม่พบทุกครั้ง ดังนั้นการรายงานว่า ไม่พบการติดเชื้อ G. lamblia จะต้องทำการตรวจอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้ง วันเว้นวัน นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาปรสิตชนิดนี้ได้จาก ของเหลวในลำไส้เล็กที่ได้จากการใช้เครื่องมือที่จำเพาะดูดออกมา และยังสามารถตรวจได้โดยวิธีการตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา

  จะรักษา Giardiasis ได้อย่างไร

     ไม่ควรรักษาด้วยตนเองควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาให้ถูกต้องและปลอดภัย การรักษาทำได้โดยการให้ยา quinacrine หรือ metronidazole ซึ่งจะสามารถรักษาโรคนี้ได้ภายใน 7 วัน แต่การรักษาควรทำพร้อมกันทั้งครอบครัว เพื่อป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ ในระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเดียวกัน การให้ยา quinacrine ทำได้โดยปริมาณยาที่ให้ในผู้ใหญ่คือ ครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ส่วนในเด็กให้ ครั้งละ 2 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ส่วน metronidozole ให้แบบเดียวกันกับ quinacrine แต่ปริมาณยาที่ให้ในผู้ใหญ่คือ ครั้งละ 250-400 มิลลิกรัม ในเด็กให้ครั้งละ 2 มิลลิกรัม นอกจากยาทั้งสองชนิดนี้แล้วยังมียาอีกชนิดหนึ่งคือ tinidazole ซึ่งในเด็กให้ยาในปริมาณ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาเพียงครั้งเดียว ซึ่งยาชนิดนี้ให้ผลการรักษาร้อยละ 96.1 แต่มีผลข้างเคียงคือ อาการปวดศีรษะในผู้ติดเชื้อบางราย


                                                                                     [ กลับสู่หน้าหลัก ] [ คณะแพทยศาสตร์ ] [ English version ]