
บุหรี่เสี่ยงมะเร็งพุ่ง…อันตรายกว่าที่เคยรู้
แพทย์ มช. เตือน เสี่ยงพุ่งถึง 15 ชนิด
“บุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด” เป็นความเข้าใจที่คนส่วนใหญ่ทราบดีแต่ในความเป็นจริงแล้ว บุหรี่ไม่ได้ก่อให้เกิดมะเร็งปอดเพียงชนิดเดียวเท่านั้นแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งหลายชนิด
ในบุหรี่มีสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด และมีมากกว่า 70 ชนิดที่จัดเป็นสารก่อมะเร็ง โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้บุหรี่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ซึ่งหมายถึงมีหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่าสามารถก่อมะเร็งได้จริง ทั้งนี้บุหรี่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดมากที่สุด และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งในอวัยวะอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งอย่างน้อย 15 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ ปากมดลูก รวมถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน โดยเฉพาะมะเร็งปอดนั้น ผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 15 – 30 เท่า
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้น ผู้ที่ไม่สูบก็สามารถได้รับผลกระทบจาก “ควันบุหรี่มือสอง” ได้เช่นกัน สารพิษในควันบุหรี่ เช่น benzene, formaldehyde และ nitrosamine สามารถเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่อยู่ใกล้เคียงและก่อให้เกิดอันตรายได้ไม่ต่างจากผู้สูบ ยิ่งได้รับในปริมาณมากและต่อเนื่องนาน ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหอบหืดก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและหญิงตั้งครรภ์
หลายคนอาจคิดว่าการสูบบุหรี่เพียงเล็กน้อย เช่น วันละไม่กี่มวน ไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีระดับของการสูบบุหรี่ที่จัดว่าปลอดภัย แม้เพียงวันละ 1 มวน ก็ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นเวลานานแต่ยังไม่พบความผิดปกติของร่างกาย ก็ไม่ควรชะล่าใจ เนื่องจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง มักใช้เวลานานจึงจะแสดงอาการและในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใด ๆ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าตนเองยังแข็งแรง ทั้งที่อาจกำลังมีโรคโดยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการโรคก็มักอยู่ในระยะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนและการพยากรณ์โรคไม่ดี
ไม่นานมานี้มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นและอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย แม้บางผลิตภัณฑ์อาจมีสารก่อมะเร็งน้อยกว่าบุหรี่แบบเผาไหม้ แต่ยังมีสารพิษและโลหะหนักซึ่งสามารถทำลายสารพันธุกรรมของร่างกาย รวมถึงยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติด และความร้อนจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของปอดในระยะยาว
กลไกการก่อมะเร็งของบุหรี่นั้น เกิดจากสารก่อมะเร็งในควันบุหรี่ที่สามารถทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม (DNA) ของร่างกาย ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่การแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ จนพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นสารพิษจากบุหรี่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในปอด แต่สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ตัวอย่างเช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะสามารถเกิดจากจากสารพิษที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้เยื่อบุของกระเพาะปัสสาวะสัมผัสสารก่อมะเร็งโดยตรง
แม้ว่าจะไม่มีระดับการสูบบุหรี่ที่ปลอดภัย แต่ในทางการแพทย์มีการประเมินความเสี่ยงจากปริมาณการสูบบุหรี่เรียกว่า “pack-year” ซึ่งคำนวณจากจำนวนซองบุหรี่ที่สูบต่อวันคูณกับจำนวนปีที่สูบ หากมีค่ามากกว่า 20 จะจัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปอด
อาการของมะเร็งปอดในระยะแรก มักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ อาการไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด เสียงแหบ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ผู้ที่มีอายุระหว่าง 50–80 ปี และมีประวัติสูบบุหรี่จัดมากกว่า 20 pack-year ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยวิธี Low-dose CT scan ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่าการตรวจเอกซเรย์ทรวงอกทั่วไป
สิ่งสำคัญคือ หากสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ร่างกายจะเริ่มฟื้นตัวทันที โดยการอักเสบจะค่อย ๆ ลดลง และระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะเริ่มกลับมาทำงานดีขึ้น ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งจะลดลงตามระยะเวลา โดยอาจใช้เวลาถึง10 ปีจึง และเมื่อเลิกสูบต่อเนื่อง 15 ปี ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดจะลดลงจนใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
อย่างไรก็ตาม ระดับการฟื้นตัวของร่างกายขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สูบและความเสียหายที่เกิดขึ้น หากเกิดความเสียหายรุนแรง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง ปอดอาจไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้
การเลิกบุหรี่ให้สำเร็จควรเริ่มจากความตั้งใจจริง ร่วมกับการวางแผนอย่างเหมาะสม เช่น การกำหนดวันที่จะเลิกอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อยากสูบ ขอแรงสนับสนุนจากคนรอบตัว ใช้นิโคตินทดแทนในบางกรณี และปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม
ท้ายที่สุด วิธีลดความเสี่ยงมะเร็งจากบุหรี่ที่ดีที่สุด คือการ “เลิกสูบ” ให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งเลิกเร็ว ร่างกายยิ่งมีโอกาสฟื้นตัว และความเสี่ยงในการเกิดโรคก็จะลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก : ผศ.พญ.ธนิกา เกตุเผือก หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#มะเร็งจากบุหรี่#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU
