
“อีโบลา” ยังระบาดในแอฟริกา แพทย์ มช.ชี้ ไทยยังเสี่ยงต่ำแต่ควรระวัง
พร้อมเผยจุดสังเกต สำคัญอีโบลา vs ไข้เลือดออก ต่างกันยังไง?
อาจารย์แพทย์ มช. เตือน “อีโบลา” โรคติดเชื้อไวรัสรุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง ติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่ทางอากาศเหมือนไข้หวัดหรือโควิด แม้ไทยยังไม่ใช่พื้นที่ระบาดและมีความเสี่ยงต่ำ แต่หากมีประวัติเดินทางหรือสัมผัสผู้ป่วยต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด พร้อมย้ำอาการเริ่มต้นคล้ายไข้ทั่วไปแต่ทรุดเร็ว เสี่ยงอวัยวะล้มเหลว หากสงสัยควรรีบพบแพทย์ทันที
อ.พญ.สิปาง ปังประเสริฐกุล อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “โรคอีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัส Ebola จัดอยู่ในกลุ่มโรคไข้เลือดออก มีความรุนแรงสูงและอัตราการเสียชีวิตมากเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้ออื่น
การติดต่อของโรคเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อจากสัตว์หรือมนุษย์ที่ติดเชื้อ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลตามผิวหนัง เยื่อเมือก หรือการรับประทานเนื้อสัตว์ป่าที่ปนเปื้อนเชื้อ
ปัจจุบันยังพบการระบาดในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกานดา ซึ่ง World Health Organization (WHO) ได้ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ออกประกาศ “ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย” เพื่อใช้เฝ้าระวัง คัดกรอง และควบคุมโรคในผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 2569
อาการในระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดหรือไข้เลือดออก แต่ผู้ป่วยอีโบลามักมีอาการทรุดเร็ว โดยมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเจ็บคอ ก่อนจะมีอาการรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนและท้องเสียมาก และอาจมีเลือดออกหลายตำแหน่ง เสี่ยงต่อภาวะอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตสูง
สำหรับผู้ที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย หรือเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงภายใน 21 วัน หากมีไข้สูงร่วมกับอาการผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 2–21 วัน และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน”
อ.พญ.สิปาง ยังระบุว่า “ความเสี่ยงของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ระบาด และโรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด เพราะไม่ติดต่อทางอากาศ แต่ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากมีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด ยังมีโอกาสเกิดความเสี่ยงได้ จึงต้องมีระบบคัดกรองและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
กลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ ผู้ใกล้ชิดหรือผู้ดูแลผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสผู้ป่วยโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน ผู้เดินทางไปพื้นที่ระบาด และผู้สัมผัสศพผู้เสียชีวิตจากอีโบลาโดยตรง ขณะที่ประชาชนทั่วไปมีความเสี่ยงต่ำ
ในด้านการป้องกัน แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หากมีประวัติเสี่ยงควรรีบพบแพทย์ทันที โดยการล้างมือถือเป็นวิธีป้องกันที่สำคัญ ขณะที่การสวมหน้ากากสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารคัดหลั่งได้
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอีโบลาบางสายพันธุ์ที่ได้รับอนุญาตจาก WHO โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ ส่วนการรักษาจะเน้นการประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ ดูแลระบบไหลเวียนโลหิต และรักษาภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับการใช้ยาต้านไวรัสในบางกรณี”
ทั้งนี้ อ.พญ.สิปางยังย้ำว่า “อีโบลาไม่ได้แพร่ทางอากาศเหมือนไข้หวัดหรือโควิด และแม้จะเป็นโรครุนแรง แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตทุกคน หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ แนะนำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ใช้วิจารณญาณในการรับข่าว และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ![]()
https://www.facebook.com/share/p/1NWNRvsC15/
.
# อีโบลา#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU
