โรคพยาธิหอยโข่ง

                                                                                                    อ.ดวงรัตน์  ริยอง  

 

     โรคพยาธิหอยโข่ง หรือ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (eosinophilic meningoencephalitis) เกิดจากพยาธิตัวกลม Angiostrongylus cantonensis ผู้ป่วยจะมีการอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง มีอาการคอและหลังแข็ง ร่วมกับอาการมีไข้ที่เป็นๆ หายๆ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการอัมพาตของแขนขา ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพที่เกิดและจำนวนพยาธิที่ผู้ป่วยได้รับเข้าไป ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการไม่มากผู้ป่วยจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายในที่สุด ในระยะที่รุนแรงผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ นอกจากระบบประสาทแล้ว อาจเกิดที่อวัยวะอื่นได้อีก เช่น มีรายงานพบว่าพยาธิเดินทางเข้าตาทำให้ผู้ป่วยมีอาการตาพร่า มองเห็นไม่ชัดเจน

     มีรายงานพบพยาธินี้มากในแถบเอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้มีรายงานการพบที่หมู่เกาะแปซิฟิก มาดากัสการ์ อียิปต์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เปอร์โตริโก คิวบา สำหรับประเทศไทยได้มีการพบผู้ป่วยมากทางภาคอีสาน ภาคกลาง โดยพบว่าผู้ป่วยมีประวัติกินหอยโข่ง หอยทาก

  พยาธิหอยโข่งมีลักษณะอย่างไร?

     พยาธิตัวเมียมีขนาดใหญ่ลำตัวมีลักษณะลายแดงสลับขาวคล้ายเครื่องหมายร้านตัดผม เกิดจากมดลูก ซึ่งภายในมีไข่บรรจุอยู่มองดูเป็นสีขาวขุ่นพันเป็นเกลียวรอบลำไส้ที่มีเลือดอยู่ พยาธิตัวผู้มีขนาดเล็กพยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในเส้นเลือดแดงใหญ่ในปอดหนูเมื่อผสมพันธุ์กันตัวเมียออกไข่ ไข่จะถูกพาไปตามกระแสโลหิตเข้าไปติดอยู่ตามเส้นเลือดฝอยของปอดหนู ไข่จะเจริญเติบโตและฟักออกเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 อยู่ภายในปอด หลังจากนั้นตัวอ่อน ไชทะลุผ่านถุงลมปอด ผ่านหลอดลมไปยังคอหอย และถูกกลืนผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหาร และลำไส้ปนออกมาพร้อมกับอุจจาระของหนู

     ตัวอ่อนระยะที่1 จะถูกกินหรือไชเข้าสู่หอยที่หากินบนบกเช่น หอยโข่ง หอยทากยักษ์แอฟริกัน พยาธิตัวอ่อนจะเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2 และ ตัวอ่อนระยะติดต่อที่ 3 นอกจากพวกหอยแล้วยังมีกุ้ง กบ ตะกวด ฯลฯ ซึ่งเป็นโฮสต์สะสมเชื้อที่มีพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อที่ 3 อยู่ เมื่อหนูกินเข้าไปพยาธิจะไชผนังสำไส้หนูเข้าสู่กระแสโลหิตผ่านตับหัวใจ ปอด สมอง และ ไขสันหลัง เจริญและลอกคราบเป็นตัวอ่อนระยะที่ 4 และ 5 ที่สมองหลังจากนั้นเดินทางเข้าสู่ที่เส้นเลือดแดงใหญ่ในปอดเติบโตเป็นตัวเต็มวัย สำหรับคนเมื่อกินตัวอ่อนระยะติดต่อที่ 3 โดยไม่ปรุงให้สุกเสียก่อนเช่น เอาหอยโข่ง กุ้ง หรือ กบ มาทำยำหรือพล่าตัวอ่อนระยะติดต่อที่ 3 จะเดินทางไปที่สมองเช่นเดียวกับหนู แต่พยาธิไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ตามปกติ เนื่องจากคนไม่ได้เป็นโฮสต์เฉพาะของพยาธิชนิดนี้ พยาธิมักจะหยุดการเจริญเติบโตที่ตัวอ่อนระยะที่ 4 หรือ 5 ที่สมองทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ในคน

  จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคพยาธิชนิดนี้

       ยังไม่มีวิธีใดที่จะบอกได้แน่นอน นอกจากจะพบตัวพยาธิตัวอ่อนระยะที่ 5 ซึ่งมีรายงานน้อยมากที่พบปนออกมาจากน้ำไขสันหลังที่เจาะจากผู้ป่วย เนื่องจากตัวเล็กและมีสีขาวใส อาจพบน้ำไขสันหลังขุ่นแต่ไม่เป็นหนอง พบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิลสูงในน้ำไขสันหลัง , การตรวจหาแอนติบอดีในเลือดและน้ำไขสันหลังด้วยวิธี ELISA พบว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดี และนิยมทำมากที่สุดในการวินิจฉัยโรค

  เป็นแล้วจะทำการรักษาได้อย่างไร

     โรคนี้หายได้เองภายใน 4-6 สัปดาห์ โดยการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการ และความรุนแรงของโรค เช่น ให้ยาแก้ปวดเพื่อลดอาการของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง การเจาะน้ำไขสันหลังเป็นระยะๆ เพื่อลดความดันของน้ำไขสันหลังจะช่วยลดอาการปวดศีรษะรุนแรงได้ ในผู้ป่วยที่มีพยาธิในลูกตา ควรทำการผ่าตัดเพื่อเอาพยาธิออกทันที มีรายงานการใช้ยาฆ่าพยาธิสำหรับรักษาโรคนี้ เช่น Thiabendazole หรือ Mebendazole แต่ประสิทธิภาพการรักษายังประเมินไม่ได้ในปัจจุบัน บางท่านเชื่อว่าการให้ยาฆ่าพยาธิทำให้พยาธิตายก่อให้เกิดอาการอักเสบที่รุนแรงในระบบประสาทตามมาได้

  จะมีวิธีป้องกันอย่างไร

     รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด โดยเฉพาะอาหารที่ประกอบจากเนื้อสัตว์ เช่น หอย , กบ , ตะกวด , งู ฯลฯ ล้างผักสดให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารเนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนของตัวอ่อนระยะติดต่อที่ 3 ทำลายหนูที่เป็นโฮสต์เฉพาะตามธรรมชาติ ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์ถึงการติดต่อและการป้องกันไม่ให้เกิดโรคพยาธิ


                                                                                     [ กลับสู่หน้าหลัก ] [ คณะแพทยศาสตร์ ] [ English version ]