
“ใหลตาย” ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า! แพทย์ มช. ชวนรู้จัก Brugada Syndrome
หลับอยู่ดี ๆ อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ “หัวใจ” เต้นผิดจังหวะ?
“โรคใหลตาย” เป็นคำที่ใช้เรียกเหตุการณ์การเสียชีวิตอย่างฉับพลันขณะนอนหลับ โดยมักพบในคนอายุน้อย โดยเฉพาะเพศชาย สาเหตุของการเสียชีวิตอย่างฉับพลันขณะหลับมีได้หลายประการ ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากโรคทางพันธุกรรมบางชนิด
.
หนึ่งในโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะ “ใหลตาย” และพบได้ในประชากรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ “บรูกาดาซินโดรม” (Brugada Syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือเสียชีวิตอย่างฉับพลันได้
.
ข้อมูลการศึกษาพบว่า Brugada syndrome พบได้มากกว่าในประชากรเอเชียเมื่อเทียบกับบางเชื้อชาติ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบโรคนี้ค่อนข้างมาก โดยงานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ยังพบความแตกต่างทางพันธุกรรมหลายรูปแบบที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคในประชากรไทย
.
“ใหลตาย” ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีความผิดปกติจะเสียชีวิต
ผศ.นพ.นราวุฒิ ประเสริฐวิทยากิจ อายุรแพทย์ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ หน่วยวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าวว่า “ในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการพบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ Brugada syndrome ในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม การมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือรูปแบบคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เกี่ยวข้องกับโรค ไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะต้องเกิดภาวะ “ใหลตาย”
.
การเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงมักมีปัจจัยกระตุ้นร่วมด้วย และการพบผู้เสียชีวิตอย่างฉับพลันขณะนอนหลับก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจาก Brugada syndrome เสมอไป เพราะยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้น หากพบการเสียชีวิตอย่างฉับพลัน จำเป็นต้องได้รับการประเมินหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
.
ทำไม “ใหลตาย” จึงมักเกิดขณะนอนหลับ?
ในอดีต แพทย์พยายามค้นหาสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างฉับพลันในชายวัยทำงานที่ไม่มีโรคประจำตัว โดยมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความผิดปกติของเกลือแร่และระบบไฟฟ้าหัวใจ
.
ปัจจุบันเป็นที่ทราบว่า Brugada syndrome เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ โดยเฉพาะการทำงานของช่องไอออนในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งมีสาเหตุจากพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับยีน SCN5A ทำให้การนำกระแสไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง
.
โรคนี้สามารถแสดงอาการได้ตั้งแต่ไม่มีอาการใด ๆ ไปจนถึงมีอาการใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้น โดยบางรายอาจเกิดเหตุการณ์ขณะพักหรือนอนหลับ จึงเป็นที่มาของคำเรียก “ใหลตาย” ในสังคมไทย
.
ผู้หญิงก็เป็นได้ แต่พบในผู้ชายน้อยกว่า
แม้ Brugada syndrome จะพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่โดยทั่วไปพบการแสดงอาการและเหตุการณ์หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
.
ในบางกรณี ผู้ที่เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะนอนหลับอาจไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเฉพาะผู้ที่นอนอยู่เพียงลำพัง ทำให้การพบเห็นอาการและการเริ่มช่วยชีวิตล่าช้า
.
ใครบ้างที่อาจมีความเสี่ยง?
ผู้ที่ควรให้ความสำคัญและปรึกษาแพทย์ ได้แก่
• ผู้ที่มีญาติสายตรงหรือคนในครอบครัวเสียชีวิตอย่างฉับพลันในอายุน้อย โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ทราบสาเหตุ
• ผู้ที่มีอาการเป็นลม หมดสติ หน้ามืด ใจสั่น หรือสงสัยว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
• ผู้ที่มีอาการผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น สะดุ้งตื่นกลางดึก ใจสั่น หายใจผิดปกติ หรือมีผู้พบว่าขณะหลับมีลักษณะหายใจผิดปกติ
• ผู้ที่ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ โดยเฉพาะรูปแบบที่สงสัย Brugada syndrome ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
การตรวจวินิจฉัย ต้องเริ่มจาก “คลื่นไฟฟ้าหัวใจ”
การตรวจสำคัญในการประเมิน Brugada syndrome คือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) แต่ประเด็นสำคัญคือ ความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และไม่ได้ปรากฏให้เห็นทุกครั้งที่ตรวจ
.
ดังนั้น หากแพทย์มีข้อสงสัย อาจจำเป็นต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจซ้ำ หรือตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม รวมถึงการติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง และในผู้ป่วยบางรายอาจพิจารณาการทดสอบด้วยยากระตุ้นช่องโซเดียมภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ การพบรูปแบบคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Brugada syndrome ต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและการตรวจอื่น ๆ ตามแนวทางปัจจุบัน
.
สาเหตุ เกี่ยวข้องกับ “ระบบไฟฟ้าหัวใจ” และพันธุกรรม
Brugada syndrome เป็นโรคในกลุ่มความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ (primary electrical disease) โดยมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของช่องไอออนที่ควบคุมการนำกระแสไฟฟ้าในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ
.
ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โดยเฉพาะความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับช่องโซเดียม เช่น SCN5A อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าพื้นฐานทางพันธุกรรมของ Brugada syndrome มีความซับซ้อน และไม่ได้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยทุกราย
.
ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นที่ควรระวัง
ปัจจัยบางอย่างอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือทำให้รูปแบบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชัดเจนขึ้น ได้แก่
• การดื่มแอลกอฮอล์
• ภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ
• ไข้หรืออุณหภูมิร่างกายสูง
. การออกกำลังกายในสภาวะที่ร้อน การควบคุมอุณหภูมิทำได้ไม่ดี
• ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อระบบไฟฟ้าหัวใจหรือระบบประสาท
• สารเสพติดบางชนิด เช่น โคเคนและยาบ้า
• สารหรือยาบางชนิดที่มีผลต่อช่องโซเดียมของเซลล์หัวใจ
.
ผู้ที่ได้สงสัยว่าเป็น Brugada syndrome ต้องได้รับการยืนยันโดยแพทย์ และรับคำปรึกษาจากแพทย์เกี่ยวกับยาที่ควรหลีกเลี่ยง รวมถึงการักษาไข้โดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
.
หากพบผู้ป่วยหมดสติและสงสัยหัวใจหยุดเต้น ต้องทำอย่างไร?
หากพบผู้ป่วยหมดสติและไม่ตอบสนอง ควรรีบประเมินการหายใจและการไหลเวียนโลหิต และดำเนินการช่วยชีวิตตามหลักการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) โดย
• เรียกผู้ป่วยและประเมินการตอบสนอง
• หากไม่ตอบสนอง ให้ขอความช่วยเหลือและโทรแจ้งระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที
• หากสงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น ให้เริ่มการกดหน้าอก (CPR) โดยเร็ว
• หากมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ให้ใช้งานตามคำแนะนำของเครื่อง
• ควรเข้ารับการอบรม CPR เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
.
การช่วยชีวิตอย่างรวดเร็วมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทุกนาทีที่สมองขาดออกซิเจนส่งผลต่อโอกาสรอดชีวิตและผลลัพธ์ทางระบบประสาท
.
เคยเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงแล้ว ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
Brugada syndrome ยังไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้ความผิดปกติทางพันธุกรรมหายขาด แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยทุกคนจำเป็นต้องฝังเครื่องกระตุกหัวใจ
.
การรักษาจะพิจารณาตามระดับความเสี่ยงและประวัติของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล โดยในผู้ที่เคยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงหรือหัวใจหยุดเต้นและได้รับการช่วยชีวิตกลับมาแล้ว แพทย์อาจพิจารณาการฝังเครื่องกระตุกหัวใจและช่วยกู้ชีพอัตโนมัติ (Implantable Cardioverter-Defibrillator: ICD) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงในอนาคต ขณะที่ผู้ที่ยังไม่มีอาการอาจต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจรักษา
.
นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่แพทย์แนะนำ เช่น แอลกอฮอล์ สารเสพติดบางชนิด และควรรักษาไข้โดยเร็ว รวมทั้งเข้ารับการติดตามอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
.
“ใหลตาย” อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าป้องกันอะไรไม่ได้เลย
หากมีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตอย่างฉับพลันในอายุน้อย มีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ ใจสั่น หรือเคยตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ไม่ควรละเลย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจหาความผิดปกติของหัวใจเพิ่มเติม
.
การตรวจสุขภาพและการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัว อาจช่วยให้พบความผิดปกติได้ก่อนเกิดเหตุการณ์รุนแรง
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:ผศ.นพ.นราวุฒิ ประเสริฐวิทยากิจ อายุรแพทย์ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจ
หน่วยวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#ใหลตาย #BrugadaSyndrome #หัวใจเต้นผิดจังหวะ #โรคหัวใจ #หัวใจเต้นผิดปกติ #สุขภาพหัวใจ #ภัยเงียบใกล้ตัว #รู้ทันโรคหัวใจ #สุขภาพน่ารู้ #ความรู้สุขภาพ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU