สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกหรือสมเด็จพระราชบิดา
แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เป็นโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงประสูติ ณ วันศุกร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่
ปีเถาะ ตรงกับ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2434 ีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
"สมเด็จเจ้าฟ้าชายมหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณ์นรินทร์วรรางกูร
สมบูรณ์เบญจพรศิริสวัสดิ์ ขัตติย วโรภโตสุชาติ คุณสังกาศ เกียรติประกฤษฐ์
ลักษณะวิจิตร พิสิษฐ์บุรุษย์ ชนุตรัตนพัฒนศักดิ์ อรรควรราชกุมาร"
สมเด็จพระราชบิดาทรงเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบกหลังนั้นทรงเสด็จไปศึกษาวิชาการทหารชั้นสูงของเยอรมันนี
โดยสำเร็จการศึกษาจาก Imperial German Naval Collegeและทรงเข้ารับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลา
3 ปี ต่อมาพระองค์ทรงลาออกจากกองทัพเรือของเยอรมันนี และทรงเข้ารับราชการในราชนาวีไทย
ขณะทรงพระยศนายเรือโทได้เสด็จมาจังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก และขณะทรงพระยศนายเรือเอก
ได้เสด็จมาจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่งเพื่อทรงเปิดโรงพยาบาลแมคคอร์มิค
สถานอนามัย และโรงพยาบาลต่อมาพระองค์ทรงพระดำริว่า กิจการแพทย์และสาธารณสุขมีความสำคัญต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นอย่างมาก
และนับวันจะยิ่งสำคัญขึ้น พระองค์ทรงมีพระปรีชาญาณหยั่งการณ์ไกลว่าความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุก
ของประชาชนชาวไทยมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับการแพทย์และการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อทรงได้รับการชักชวนจาก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร และหม่อมเจ้าพูนศรีเกษม
เกษมศรี ให้มาทรงช่วยงานในโรงพยาบาลศิริราชพระองค์จึงทรงลาออกจากราชการของกองทัพเรือ
แล้วทรงอุทิศทั้งพระวรกาย พระปรีชา สามารถและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
เข้าช่วยเหลือ เพื่อวางรากฐานให้กับกิจการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ด้วยน้ำพระทัยอันมั่นคงกอปรด้วยพระนิสัยทำอะไรทำจริง
พระองค์จึงทรงวิริยะอุตสาหะเสด็จไปทรงศึกษาวิชา
สาธารณสุขศาสตร์และวิชาแพทย์ โดยได้รับปริญญา C.P.H. และปริญญา Doctor
of Medicine (M.D.) จากมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2460ระหว่างที่ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนั้น
พระองค์มิได้เคยคำนึงถึง
ความสุขส่วนพระองค์แม้แต่น้อย
ทรงวางแผนที่จะปรับปรุงและพัฒนาโรงเรียนราชแพทยาลัยและโรงพยาบาลศิริราชรวมทั้งได้ทรงเล็งเห็นความจำเป็น
ในการสร้างหลักสูตรการแพทย์ไทยให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
ด้วยพระปรีชาพระวิริยะ และพระจริยวัตรที่น่าเลื่อมใส ศรัทธา เป็นที่ประทับใจแก่ผู้เกี่ยวข้องจึงทำให้การติดต่อกับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์
เป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่งโดยได้รับ
ความช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงด้านการศึกษาแพทย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พระองค์ทรงเล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างสรรค์อาจารย์แพทย์และอาจารย์ในสาขาวิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้อง
จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนมากในการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการแพทย์แขนงต่างๆ
เช่น วิชาแพทย์
วิชาพยาบาล วิชาวิทยาศาสตร์ ตลอดจนวิชาทันตแพทย์ โดยมีพระประสงค์จะให้บุคคลเหล่านั้นกลับมาเป็นครูที่ดี
ช่วยปรับปรุง
และส่งเสริมความรู้ในสาขาวิชาที่ยังบกพร่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นพระราชกรณียกิจของพระองค์ในโรงเรียนแพทย์
ได้ทรงถือหลัก
3 ประการคือ ให้การศึกษารักษาผู้ป่วยและค้นคว้าวิจัย ซึ่งในปัจจุบันแพทย์ทั่วไปก็ยังยึดถือเป็นหัวใจในการพัฒนาตนเอง
ทรงปฏิบัติตนเป็นแบบฉบับที่หาผู้หนึ่งผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ทรงเป็นตัวอย่างของนักศึกษาที่ดีและครูแพทย์ที่สมบูรณ์แบบ
ทรงปลูกฝังอุดมคติของการเป็นแพทย์ ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า"ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นเพียงหมออย่างเดียวเท่านั้น
แต่ฉันต้องการให้เธอเป็นคนด้วย"
ด้วยพระคุณธรรมอันประเสริฐและน้ำพระทัยอันสูงส่งเป็นแบบอย่างของการอุทิศพระองค์
เพื่อประเทศชาติและการแพทย์ไทย
ประชาชนชาวไทยจึงซายซึ้งและเทิดทูนพระเกียรติคุณดังพระราชสมัญญานามว่า"พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย"
พระองค์เปรียบเสมือนหนึ่งดวงประทีปที่ส่องแนววิถีอันประเสริฐ
ซึ่งอนุชนรุ่นหลังพึงปฏิบัติตามพระองค์ โดย
ทรงดำเนินทางสายกลางซึ่งเป็นทางแห่งความพอดีและมีเหตุผลแม้จะทรงเป็นเจ้าโดยชาติกำเนิดแต่พระจริยาวัตรของพระองค์
ก็ได้ก่อให้เกิดความนิยมและจงรักภักดีอย่างลึดซึ้ง ประกอบกับทรงสละพระองค์เองทั้งพระกำลัง
พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์
เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประชาราษฎร์ เสมือนหนึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้จนได้รับการถวายพระนามว่า
"เจ้าที่มิใช่นาย"
ด้วยพระปณิธานอันสูงส่งมิได้ทรงยอมให้ฐานันดรใดๆมากีดกั้นระหว่างพระองค์ท่านและประชาชน
พระองค์ได้เสด็จมาทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค
จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2472ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักพระองค์
ในพระนามของ "หมอเจ้าฟ้า" พระองค์ทรงมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงสามัญชนด้วยความศรัทธา
อย่างแท้จริงเพียง 3 สัปดาห์
ก็ต้องเสด็จกลับกรุงเทพฯเพราะทรงพระประชวรพระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพเพื่อทรงเกื้อหนุนผู้อัตคัตขัดสนและผู้ประสบโรคาพยาธิ
มิได้ทรงเอาพระทัยใส่ต่อพระองค์เองเพราะทรงมุ่งแต่โอบอุ้มผู้อื่นจนถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ
เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 เมื่อทรงมีพระชนมายุได้เพียง
37 พรรษาเศษ พระองค์ทรงเป็นแบบฉบับของบุคคลทุกอาชีพประกอบด้วยเมตตาธรรม
และคุณธรรมอันประเสริฐ ทรงเสียสละให้ผู้อื่นโดยมิได้ทรงหวังผลตอบแทนด้วยลาภ
ยศ สุข และสรรเสริญ ประพฤติเหตุทั้งปวง
จึงเป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติคุณของพระองค์ในฐานะแพทย์ พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างอันประเสริฐแก่แพทย์ทั่วไป
ทรงเสียสละเพื่อความเจริญของกิจการแพทย์โดยส่วนรวม แม้พระองค์ได้ทรงจากพวกเราไปสู่สุขคติภพแล้ว
คงเหลือแต่
พระกรณียกิจและพระเกียรติคุณเป็นรอยตรึงใจจารึกแก่ผู้อยู่เบื้องหลังและเบื้องหน้าต่อไปที่มิอาจลืมเลือนได้ตราบเท่ากัลปวสาน