 |
ผลงานวิจัยจากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขา
Cardiac Electrophysiology
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอใน งานประชุม
American College of Cardiology 2005 |
เมื่อวันที่ 6 9 มีนาคม พ.ศ. 2548 ผลงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนอในงานประชุมวิชาการ American College of Cardiology (ACC) ครั้งที่ 54 ที่เมือง Orlando มลรัฐ Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่งานประชุมนี้เป็นงานประชุมที่ใหญ่ที่สุดของโลกงานหนึ่งในสาขา Cardiology ซึ่งจะจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง โดยมีแพทย์ และนักวิจัยในสาขาโรคหัวใจจากทั่วโลกประมาณ 20,000 คน มาเข้าร่วมประชุมกัน โดยที่ทุกปีทาง ACC จะให้ Cardiologist และนักวิจัยจากทั่วโลกได้มีโอกาสส่งผลงานวิจัยเข้าไป เพื่อรับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอในงานประชุมประจำปีของ ACC ซึ่งในแต่ละปีนั้น จะมีผลงานวิจัยที่ส่งเข้าไปประมาณ 5-6 พันเรื่อง แต่จะมีผลงานวิจัยเพียง 25-30% เท่านั้น ที่จะถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนอในงานประชุม ACC สำหรับในปีนี้นั้น ผลงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอถึง 2 เรื่องด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีผลงานวิจัยที่ได้รับเชิญให้ไปนำเสนอที่ ACC โดยงานวิจัยทั้ง 2 เรื่องนั้น เป็นผลงานวิจัยจากทีมคณาจารย์ใน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขา Cardiac Electrophysiology (Cardiac Electrophysiology Research and Training Center, CERT) โดยผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปนำเสนอผลงานทั้ง 2 เรื่อง นี้ คือ อ. ดร. นพ. นิพนธ์ ฉัตรทิพากร และ อ. นพ. เกริกวิชช์ ศิลปวิทยาทร ทางทีมงานได้ขอสัมภาษณ์พูดคุยกับ อ. ดร. นพ. นิพนธ์ ฉัตรทิพากร หัวหน้าศูนย์ CERT ถึงงานวิจัยที่ไปนำเสนอทั้ง 2 เรื่องนี้
ถาม: อยากให้อาจารย์เล่าถึงงานวิจัยทั้ง 2 เรื่อง ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอในงานประชุม ACC 2005
อ. ดร. นพ. นิพนธ์: งานวิจัยทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นงานวิจัยที่ทำโดยทีมงานของศูนย์ CERT ซึ่งเป็นผลผลิตงานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยตรง เนื่องจากไม่ได้ทำที่อื่นเลย โดยที่งานวิจัยชิ้นแรกนั้น เป็นเรื่อง n-3 Polyunsaturated fatty acid markedly reduces upper limit of vulnerability shocks ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่อง Sildenafil citrate markedly increases the defibrillation threshold in swine โดยที่ทั้ง 2 เรื่อง เป็นการศึกษาผลของ pharmacological intervention ต่อภาวะการเกิด cardiac arrhythmias และผลต่อประสิทธิภาพในการช่วยชีวิตโดยการช็อคหัวใจช่วยไฟฟ้า ในขณะที่เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงขึ้น โดยงานวิจัยเรื่องแรกนั้น ผมได้รับทุนเมธีวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ส่วนเรื่องหลังนั้นเป็นทุนสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ถาม: อยากทราบความรู้สึกของอาจารย์ที่ผลงานของศูนย์วิจัยฯ ถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนอถึง 2 เรื่อง ในครั้งนี้
อ. ดร. นพ. นิพนธ์: งานวิจัย 2 เรื่อง ที่ส่งไปครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของเราที่ส่งเข้าไปเพื่อรับการพิจารณาจาก ACC ในตอนแรกที่ส่งไปก็คิดว่า ถ้าได้รับการพิจารณาเพียงแค่ 1 เรื่อง ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว เพราะทีมกรรมการของ ACC ที่พิจารณาผลงานที่ส่งเข้าไปจากทั่วโลกนั้นแน่นอนว่าจะต้องให้ credit สูงต่อผลงานที่มาจาก center ที่อยู่มานานและมีผลงานที่มีมาตรฐานสูงมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนของเราเป็น center ใหม่ ชื่อทีมงานก็ยาวและอ่านยากทั้งนั้น แถมซ้ำยังมาจากประเทศไทยซึ่งยังมี background ที่ยังไม่แข็งมากพอในสาขานี้ซึ่งมีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้นโอกาสที่งานของเราจะถูกตัดทิ้งก็ยิ่งสูงถ้าผลงานไม่มี clinical impact and significance ที่สูงจริง พอได้รับแจ้งมาว่า งานวิจัยทั้ง 2 เรื่องของศูนย์ฯเรา ถูกคัดเลือกให้ไปนำเสนอในงานประชุม ACC 2005 ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก ภูมิใจที่งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะได้มีโอกาสไปนำเสนอในงานประชุมวิชาการระดับนี้ ซึ่งผมถือว่าเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยตรง ถ้าข้อมูลผมไม่ผิด คิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคณะเราที่มีผลงานวิจัยที่ได้รับเชิญให้ไปนำเสนอในงานประชุม ACC นี้ โดยปกติแล้วในสหรัฐอเมริกาและยุโรปนั้น Cardiac Center ต่าง ๆ จะมีการแข่งขันกันสูงมากในเรื่องของคุณภาพของ center โดยที่ปริมาณของงานวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกจาก ACC ให้ไปนำเสนอในแต่ละปีนั้น จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของ Cardiac Center นั้นๆประการหนึ่งด้วย ผมจึงรู้สึกดีใจและมั่นใจขึ้นมาก ว่างานวิจัยในสาขา Cardiac Electrophysiology หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า EP ของศูนย์ฯเราที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนี้ได้รับการยอมรับให้เข้าไปรวมอยู่ในแถวของงานวิจัยระดับ international standard แล้ว ทำให้มีกำลังใจทำงานขึ้นอีกมากครับ
ถาม: อยากให้อาจารย์เล่าถึงหลักการทำงานวิจัยของอาจารย์และทีมงานในศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขา Cardiac Electrophysiology
อ. ดร. นพ. นิพนธ์: ผมคิดว่าหลักการทำงานวิจัยของเรา คงไม่ต่างจากหลักการของที่อื่น ๆ ที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าส่วนสำคัญจะต้องมาจากการทำงานที่มี Focus ผมคนเดียวคงจะทำงานวิจัยระดับนี้ให้สำเร็จคงไม่ได้ ในระยะแรกที่ผมกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาใหม่ๆ นั้น ผมมีทีมงานอยู่ประมาณ 2-3 คน ที่ช่วยกันทำงานวิจัย ก็มีอุปสรรคมากพอสมควร โดยเฉพาะระดับความรู้ในสาขา Cardiac EP ของทีมงาน ซึ่งยังต้องเพิ่มพูนอีกมาก สาเหตุอาจจะเนื่องมาจากประเทศไทยยังมีผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ในปริมาณที่น้อยมาก ทั้งยังเป็นสาขาที่ใหม่มากสำหรับแพทย์ในเมืองไทยเมื่อเทียบกับสาขาอื่น ทำให้ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปกับการสอน และ training ให้กับทีมงาน เพื่อให้มีพื้นฐานที่แน่นก่อนที่จะก้าวไปในระดับที่สูงขึ้น แต่ในขณะนี้เรามีทีมแพทย์และอาจารย์จากภาควิชาต่าง ๆ ทั้งที่มาทำงานวิจัยอยู่ในศูนย์ฯ และที่มารับการ training ประมาณ 10 คน และยังมี Cardiology Fellow ที่มาเรียนรู้และศึกษางานวิจัยในศูนย์ฯเราด้วย ซึ่งทุกคนที่เข้ามาทำงานในศูนย์ฯ กับผม จะทราบกันดีว่า ผมพยายามนำหลักการ training อย่างมีระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการทำวิจัยมาให้กับทุกคน เพราะผมเชื่อว่าถ้าได้รับการ training อย่างถูกต้องแล้ว บุคคลนั้นสามารถอยู่ที่ใดก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศโดยที่สามารถจะทำงานวิจัยที่ดีได้โดยไม่มีปัญหาหรือถ้ามีก็น้อยมาก โดยผมจะเน้นสิ่งสำคัญเบื้องต้นอยู่ 3 ประการ ประการแรกคือการเข้าใจถึงเนื้อหาของเรื่องที่จะทำอย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่าจะได้จากการอ่าน, ซักถาม และรับการชี้แนะจากผู้รู้เป็นหลัก ซึ่งผมถือว่าสำคัญมาก ตอนนี้มีแพทย์ใช้ทุน 2 คน ที่กำลังรับการ training จากผม ก็จะต้องอ่าน paper มาประมาณ 60-70 เรื่อง ก่อนจะมาเริ่มงานกับผมได้ เป็นต้น ประการที่สองคือ การรับรู้ถึงความก้าวหน้าของข้อมูลวิจัยทั้งทาง basic และ clinic อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเราเป็นสาขา Cardiac EP ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า Clinical EP จะเจริญก้าวหน้าไม่ได้ ถ้าปราศจาก EP research ผมจึงจัดให้มี Cardiac EP weekly seminar โดยทีมงานจะหมุนเวียนกันมานำเสนองานวิจัยทั้งของตนเอง หรืองานวิจัยใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อ update ให้กับทีม นอกเหนือจากการไปอ่านเอง เรามี seminar นี้จัดขึ้นทุกสัปดาห์มาเกือบ 2 ปีแล้ว และก็มีผู้สนใจจากภายนอกทั้งจากต่างสถาบันและจากต่างคณะฯมาเข้าฟังเป็นประจำ ซึ่งจากการประเมินการพัฒนาความรู้ของทีมงาน พบว่าได้ผลดีมาก และประการสุดท้ายคือ การใช้เวลาในแต่ละวันให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อการคิดและปฏิบัติงานวิจัย เนื่องจากทีมวิจัยเราค่อนข้างใหญ่ การพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการและความก้าวหน้าในงานวิจัยของแต่ละคนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะผลักดันให้งานวิจัยของทั้งทีมก้าวไปข้างหน้า ทางศูนย์ฯเรา จึงมี Staff Meeting กันทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทีมงานแต่ละคนในศูนย์ฯ จะมาพูดถึงความก้าวหน้าของงานวิจัยหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของตนเอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากทีมงาน ต้องยอมรับเลยว่า ตัวผมเองก็ได้ประโยชน์จาก Staff Meeting นี้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในเวลาที่เรามีการ discuss protocol ของแต่ละคน ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำวิจัยกันจริง ๆในแต่ละครั้ง ส่วนเรื่องอื่น ๆ คงจะเป็นรายละเอียด ซึ่งผมคิดว่าหลักการที่เราทำกันใหญ่ ๆ ขณะนี้ในศูนย์ฯ คงจะเป็นใน 3 จุดนั้น
ถาม: อยากให้อาจารย์เล่าถึงศูนย์ CERT
อ. ดร. นพ. นิพนธ์: Cardiac Electrophysiology Research and Training Center หรือเรียกย่อๆว่า CERT Center นั้น ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขา Cardiac Electrophysiology โดยการสนับสนุนของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจากความช่วยเหลือสนับสนุนด้านเครื่องมือวิจัยที่ปรกติจะมีไว้ใช้ในผู้ป่วย จาก Corporate และ Cardiac Center หลายสถาบันในสหรัฐอเมริกา โดยหลักการใหญ่ ๆ แล้ว นอกเหนือจากการสร้างและผลิตผลงานวิจัยในสาขา Cardiology โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านของ Cardiac Arrhythmias and Management แล้ว เรายังเป็น Training Center ให้กับอาจารย์แพทย์, นักวิจัย, Cardiology fellow / graduate students ทั้งจากภายในและนอกคณะแพทย์ รวมถึงจากต่างประเทศด้วย โดยจะเป็นศูนย์ฝึกฝนหลักปฏิบัติการวิจัย / การวิเคราะห์ / การวิจารณ์ / การนำเสนอและการเขียนงานวิจัย รวมทั้งเป็นศูนย์ฝึกหัตถการให้กับแพทย์ โดยใช้ animal model ที่ใกล้เคียงกับผู้ป่วยโดยมีเครื่องมือต่างๆที่ใช้ใกล้เคียงกับใน Clinical Setting มากที่สุด เพื่อให้ผู้รับการ Training เกิดความชำนาญ เช่น การทำ Cardiac Catheterization, การฝึกวาง position ของ leads สำหรับเครื่อง Implantable defibrillator เป็นต้น ก่อนที่จะไปปฏิบัติในผู้ป่วยจริง ซึ่งในต่างประเทศเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ในระบบการ training ให้กับ cardiology fellow นอกเหนือไปจากการเรียนรู้การคิดและการทำงานวิจัยและการเขียนงานวิจัยอย่างมีระบบที่ถูกต้อง
ในปัจจุบันนี้งานวิจัยทั้งในระดับ Clinic และงานวิจัยพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยพัฒนาความรู้เพื่อให้เกิดการนำไปใช้หรือเพื่อพัฒนาวิธีการรักษาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น รวมถึงการคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม และที่สำคัญคือ การมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ ผลงานวิจัยที่มีความสำคัญและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จึงเป็นตัวชี้วัดถึงความก้าวหน้าของงานวิจัยของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เข้าสู่มาตรฐานระดับนานาชาติได้อีกด้วย
ทางทีมงานขอขอบคุณ อ. ดร. นพ. นิพนธ์ ฉัตรทิพากร ที่ได้สละเวลามาให้เราได้สัมภาษณ์ และได้ฟังงานวิจัยจากอาจารย์มา ณ ที่นี้ด้วย สำหรับผู้สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขา Cardiac Electrophysiology สามารถเข้าชม website ของศูนย์ฯ ได้ที่ http://www.medicine.cmu.ac.th/dept/physio/cep
From "Faculty of Medicine's News Journal" volume 4 (April, 2005).

|