ศูนย์ดวงตาภาค10 สภากาชาดไทย

ศูนย์ดวงตาภาค10 สภากาขาดไทย

สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย ชั้น 12 อาคารสุจิณโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

 วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.   โทรศัพท์ 0-5393-6382 

 


 

พระราชดำรัส

  “...ขณะที่มีชีวิตอยู่ เราสามารถบริจาคทานให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ เมื่อตายแล้ว การบริจาคต้องระงับไปแต่ยังมีสิ่งหนึ่งเหลืออยู่เป็นที่ต้องการเพราะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์คือ ดวงตา เหตุใดเล่าเราจึงจะหวงแหนไว้ไม่บริจาคให้เป็นทานแก่คนเบื้องหลัง...”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ

 

 

ประวัติศูนย์ดวงตาภาค 10สภากาชาดไทย

การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยในภาคเหนือได้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2522  ที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ. นพ. ชะลอ รุจิรวัฒน์  และต่อมาได้มีการทำผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการในภาคเหนือเรื่อยมา

ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2540 ได้มีการจัดตั้งศูนย์ดวงตาภาค 10  ขึ้นที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ด้วยความร่วมมือของเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่    โดยมีสำนักงานศูนย์อยู่ที่ชั้น 12 อาคารสุจิณโณ     และมีเครือข่ายทั้งสิ้น 6 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.พะเยา จ. เชียงราย  และ จ.แม่ฮ่องสอน    

 

วิสัยทัศน์  พันธกิจ และภารกิจหลัก

วิสัยทัศน์:  เป็นศูนย์ดวงตาที่ได้มาตรฐานสากล   นำชุมชนสู่การเป็นสังคมแห่งการให้

พันธกิจ:จัดเก็บและรวบรวมดวงตาบริจาคเพื่อมอบให้จักษุแพทย์นำไปใช้รักษาผ่าตัดแก่ผู้ป่วยได้เพียงพอต่อความต้องการ ด้วยวิธีการที่เป็นมาตรฐานสากล และเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อชีวิตหนึ่งกับอีกชีวิตผ่านการให้และการปลูกถ่าย

ภารกิจหลัก    :

1. เป็นศูนย์กลางในการรับแสดงความจำนงอุทิศดวงตา จากผู้มีกุศลจิต

2. เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บดวงตาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต เพื่อมอบให้โรงพยาบาลหรือจักษุแพทย์ได้นำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย

3. เป็นศูนย์กลางในการประสานงานให้ผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

4. เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและการวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพทางจักษุวิทยาแก่แพทย์ประจำบ้าน

5. รณรงค์ให้ประชาชนในภาคเหนือมีเจตคติที่ดีในการบริจาคดวงตาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

6. ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวโรคทางตา ตลอดจนวิธีการดูแลถนอมดวงตา

 

การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาจะทำในกรณีใดบ้าง

         จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาในผู้ป่วยที่มีโรคต่างๆ ของกระจกตา ซึ่งอาจแบ่งเป็น

1. กระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว เช่น เป็นแผลเป็นหรือกระจกตาบวมจากอุบัติเหตุสารเคมี การติดเชื้อ โรคกระจกตาที่เป็นแต่กำเนิด เป็นต้น

2. กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ ทำให้มีภาวะสายตาผิดปกติ ที่แก้ไขไม่ได้ด้วยแว่นตาหรือเลนส์สัมผัส

3.กรณีฉุกเฉิน เช่นโรคติดเชื้อรุนแรง ไม่สามารถควบคุมด้วยการใช้ยารักษาได้ หรือรายที่กระจกตากำลังทะลุ หรือทะลุแล้ว สาเหตุใดก็ตาม ต้องรีบตัดกระจกตาส่วนที่ติดเชื้อออกแล้วใส่กระจกตาบริจาคแทนที่เพื่อรักษาดวงตาไว้ก่อน

4.ทำเพื่อความสวยงามเป็นการทำให้ฝ้าขาวที่ตาดำหายไป โดยไม่คำนึงว่ามองเห็นหรือไม่ วิธีนี้ไม่นิยมทำในเมืองไทย เพราะดวงตาบริจาคมีน้อย จำเป็นต้องเก็บไว้ทำการผ่าตัดให้ผู้ที่ทำแล้วจะทำให้เห็นดีขึ้นเท่านั้น

 

ดวงตาบริจาคได้มาจากไหน

1. ดวงตาบริจาคได้จากผู้ที่ได้แสดงความจำนงอุทิศดวงตาไว้กับศูนย์ดวงตาสภากาดไทย ซึ่งเป็นสถานที่รับดวงตาจากผู้อุทิศที่ถึงแก่กรรม

2. ดวงตาบริจาคได้จากการขอบริจาคดวงตาจากญาติผู้เสียชีวิต ที่ไม่ได้แสดงความจำนงไว้ เพื่อเป็นกุศลสุดท้ายให้แก่ผู้ที่จากไป

ภายหลังถึงแก่กรรม ดวงตาจะเริ่มเสื่อมคุณภาพและ เน่าเปื่อยเหมือนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรีบเก็บดวงตาให้เร็วที่สุดอย่างช้าไม่ควรเกิน 6-8 ชั่วโมง ถ้าช้าเกินไปดวงตาจะใช้ไม่ได้ และไม่ควรอนุญาตให้ฉีดน้ำยากันเน่าเปื่อยของศพ ก่อนที่จะผ่าตัดเก็บดวงตา

 

สิทธิประโยชน์ของผู้บริจาคดวงตา

(ภายหลังถึงแก่กรรม และได้นำดวงตาใช้ประโยชน์)

1. จัดดอกไม้ หรือพวงหรีดไปเคารพศพของผู้อุทิศ

2. สิทธิสมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทย ทายาทของผู้บริจาคดวงตา 1ท่าน จะได้รับมอบสิทธิ สมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทย

3. สามารถขอพระราชทานเพลิงศพ ให้กับผู้อุทิศดวงตาที่ถึงแก่กรรม และได้นำดวงตามาใช้ประโยชน์ โดยทายาทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

4. ได้รับเกียรติบัตรสภากาชาดไทยยกย่องเชิดชูความดีของผู้บริจาคดวงตา (มอบให้ทายาท)

 

สถิติผู้ป่วยที่จองดวงตากับศูนย์ดวงตาภาค 10และผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา

สถิติผู้ป่วยที่ได้รับและรอรับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา

กับศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 - 2559

 

 

ผู้ป่วยจองคิวผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ณ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน  226 ราย

         ผู้ป่วยจำนวนมากยังรอรับการรักษา สถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศไทยเรายังประสบปัญหาการขาดแคลนกระจกตาสำหรับผ่าตัดอย่างวิกฤติ  จากสถิติการจองคิวเปลี่ยนกระจกตาของศูนย์ดวงตาภาค 10 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542  ถึงปัจจุบัน พบมีผู้ป่วยรอเปลี่ยนกระจกตากว่า 200 รายต่อปี หากแต่ละปีทางศูนย์ดวงตาภาค 10 สามารถจัดเก็บดวงตาสำหรับผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วยได้เพียง 40- 50 รายต่อปี ทำให้ระยะเวลานับตั้งแต่เข้ารับการจองคิวไปจนถึงได้ทำการผ่าตัดค่อนข้างนาน ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอคอยการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาบางส่วนถึงกลับสูญเสียดวงตาหรือบอดสนิทจากภาวะแทรกซ้อนไปก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด

 

การบริจาคดวงตาไม่ยุ่งยาก

         คนส่วนใหญ่คิดว่าการบริจาคดวงตานั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสายตาปกติ แท้จริงแล้วทุกๆคนสามารถเป็นผู้บริจาคดวงตาได้ แม้จะเป็นผู้สูงอายุ ผู้มีสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง แม้กระทั่งผู้ที่ตาบอดจากโรคตาอื่นๆ  แต่ถ้ากระจกตายังใสเป็นปกติก็สามารถเป็นผู้บริจาคดวงตาได้ทั้งสิ้น การบริจาคดวงตาไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องตรวจร่างกายแต่ประการใด

         โดยทางศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทยได้จัดทำแผ่นพับที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาและการอุทิศดวงตาสำหรับแจกจ่ายแก่ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคดวงตา  โดยส่วนหนึ่งเป็นใบแสดงความจำนงบริจาคดวงตาสำหรับให้กรอกรายละเอียดของผู้บริจาค แล้วส่งกลับมาให้ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย

ท่านสามารถขอรับใบแสดงความจำนง หรือแสดงความจำนงบริจาคดวงตาได้ที่

-        สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด หรือสำนักงานกิ่งกาชาดทุกจังหวัด

-        ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย หรือศูนย์ดวงตาภาคในท้องที่ของท่าน

-        สมัครทางเว็บไซด์ www.eyebankthai.com, www.redcross.or.th

-        ในเขตภาคเหนือสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ดวงตาภาค 10 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-5393-6382, 08-9999-6000

 

สำหรับขั้นตอนการแสดงความจำนงอุทิศดวงตา

1.     กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาให้ชัดเจน ที่อยู่ที่ระบุควรเป็นที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

2.     ฉีกแผ่นพับตามรอยปรุ ไม่ต้องใส่ซองและไม่ต้องติดผนึกตราไปรษณียากร แล้วนำส่งทางไปรษณีย์

3.     เมื่อศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้รับใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาจากท่านแล้วศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยจะส่งบัตรประจำตัวให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้

4.     หากย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนสถานภาพใดๆ กรุณาแจ้งศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย

เมื่อได้รับบัตรประจำตัวผู้บริจาคดวงตา

1.     ลงลายมือชื่อผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตาไว้เป็นหลักฐาน

2.     กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน

3.     พกบัตรติดตัว เพื่อเป็นหลักฐานว่าเป็นผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา

เมื่อได้รับบัตรบริจาคดวงตาแล้วควรแจ้งให้ญาติใกล้ชิดทราบ ได้แก่ บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร หรือพี่น้อง เพราะว่าเมื่อผู้บริจาคดวงตาเสียชีวิต ผู้ใกล้ชิดจะได้โทรแจ้งให้ศูนย์ดวงตาภายใน 6 ชั่วโมงหลังจากเสียชีวิต เพื่อจะได้นำดวงตาไปดำเนินการตามเจตจำนงของผู้เสียชีวิตต่อไป

 

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการบริจาคดวงตา

 

ถาม    แพทย์เก็บดวงตาทั้งลูกหรือเอาแต่เฉพาะตาดำ

ตอบ    เก็บทั้งลูกตา เพราะถ้าเอาแต่เฉพาะตาดำจะเก็บไว้ได้ไม่นาน ตาดำจะเสื่อมคุณภาพ

 

ถาม    ภายหลังแพทย์เก็บดวงตาแล้ว ตาจะโบ๋หรือดูลึกน่าเกลียดหรือไม่ ?

ตอบ    ภายหลังการเก็บดวงตา แพทย์จะตกแต่งให้ดูปกติจนไม่สามารถทราบว่า ได้เก็บดวงตาไปแล้ว

 

ถาม    ถ้าให้ดวงตาไปแล้วเกิดชาติหน้าตาจะโบ๋หรือไม่ ?

ตอบ    ตรงกันข้ามการอุทิศดวงตาเป็นการทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นถ้าชาติหน้ามีจริง กุศลย่อมจะ

         ส่งผลให้ผู้อุทิศมีแต่ความสุข ความเจริญ และมีสายตาดีเป็นพิเศษ

 

ถาม    การอุทิศดวงตาเป็นการขัดต่อศาสนา หรือเป็นบาปหรือไม่ ?

ตอบ    การอุทิศดวงตาภายหลังถึงแก่กรรม เป็นการทำบุญกุศลมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ จึงไม่

น่าจะ   ขัดต่อบทบัญญัติในศาสนาใดๆ ทั้งสิ้นหรือเป็นบาปแต่อย่างใด

 

ถาม    ตาดำของผู้ชายนำมาใช้กับผู้หญิงได้หรือไม่ ?

ตอบ    ตาดำของทุกคนใช้แทนกันได้ ไม่จำกัดเพศ

 

ถาม    ตาเหล่แต่กำเนิด จะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    สายตาสั้นมากทั้งสองข้าง และใส่แว่นตามานานแล้วจะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตาบอดมาหลายปีจะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    เป็นมะเร็งปอด จะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่ ยกเว้นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ที่มีการแพร่กระจายไปส่วนอื่นของ

         ร่างกาย

 

ถาม    เคยผ่าตัดต้อกระจกมาแล้ว จะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    ตาบอดใส จะเปลี่ยนตาใหม่ได้หรือไม่ ?

ตอบ    ไม่ได้ เพราะไม่ใช่โรคของกระจกตา

 

ถาม    ผู้ถึงแก่กรรมไม่ได้อุทิศดวงตา แต่ญาติต้องการให้ได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ โปรดติดต่อให้ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทยทราบโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 6 ชั่วโมง

 

การดูแลถนอมดวงตา

ที่มา : หนังสือคู่มือจัดหาและบริการดวงตา ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย

 

         ดวงตาเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งห้า รับหน้าที่หลักคือทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว เราทุกคนมีดวงตาคนละสองดวงสำหรับใช้งานไปตลอดชีวิต เราคงอยากใช้ดวงตาของเรามองเห็นได้ดีไปได้นานที่สุด ดังนั้นการถนอมดวงตาเป็นสิ่งสำคัญมากที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ คำถามคำตอบต่อไปนี้ จะช่วยเราให้สามารถปฏิบัติตัวได้ดี

ข้อควรปฏิบัติในการดูแลสุขภาพดวงตา

1. ตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์

- สำหรับเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วงอายุ 3 –5 ขวบก่อนเข้าโรงเรียน และหลังจากนั้นเป็นประจำในแต่ละช่วงระดับชั้น หรือเมื่อมีปัญหาเรื่องมองเห็นไม่ชัดซึ่งอาจเกิดจากปัญหาสายตา

- สำหรับผู้สูงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง

- ในกรณีพิเศษที่ต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้น ได้แก่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน มะเร็งจอประสาทตา เป็นต้น

2. ควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่ออกแดดหรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคตาบางชนิด ได้แก่ ต้อลม ต้อเนื้อ เป็นต้น

3. ควรสวมแว่นป้องกันดวงตา (protective eye glass) เมื่อต้องทำงานประกอบอาชีพบางชนิด หรือเล่นกีฬาบางอย่างที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อดวงตา

4. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าอย่างครบถ้วน

 

ทำไมจึงต้องสวมแว่นกันแดด

         ปัจจุบันที่พิสูจน์แล้วว่าแสงแดดโดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเล็ต หรือรังสียูวี (ultraviolet-UV) ที่มีอยู่ในแสงแดดมีผลต่อดวงตาในระยะยาว จะทำให้เกิดอันตรายกับเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ ของดวงตา ตั้งแต่ส่วนนอกไปจนถึงส่วนในของดวงตา โรคตาที่เกิดจากการทำลายของแสงได้แก่ ต้อลม ต้อเนื้อ กระจกตาเป็นฝ้า ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและมีแสงแดดตลอดทั้งปี ดังนั้น ควรสวมแว่นกันแดดไว้เมื่อออกจากบ้านไม่มีเพียงเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้นที่ต้องสวม แต่ควรสวมแว่นให้เด็กด้วย

 

การเลือกแว่น

         เราควรสวมแว่นไม่ใช่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เพราะการสวมแว่นที่เหมาะสม สามารถทำให้เรามีสุขภาพดวงตาที่ดี และยังป้องกันการสูญเสียดวงตาที่เรารักได้อีก แว่นที่ควรสวมมีดังนี้

1.     แว่นกันแดด

2.     แว่นป้องกันดวงตา

 

เคล็ดลับในการเลือกแว่นกันแดด

- แว่นที่ดีควรกัน(UV-A และ UV-B)  อย่างน้อย 99-100 เปอร์เซ็นต์ และกันแสงทั่วไปได้อย่างน้อย 75-90 เปอร์เซ็นต์     

- แว่นชนิด polarizing filter สามารถให้ภาพที่คมชัดขึ้น และป้องกันแสงแดดได้ดี

- อย่าเลือกแว่นราคาถูก เพราะอาจมีคุณภาพไม่ดี ไม่สามารถกรองแสงได้

- อย่าเชื่อแผ่นป้ายที่ติดไว้ข้างแว่น หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาช่างแว่นที่ไว้ใจได้ ร้านแว่นบางร้านจะมีเครื่องเช็คเปอร์เซ็นต์การกรองรังสียูวี ซึ่งสามารถขอเช็คซ้ำได้

- สวมแว่นกันแดดแล้วส่องกระจก หากคุณสามารถมองเห็นดวงตาของคุณเองผ่านเลนส์ แสดงว่า เลนส์อาจไม่เข้มพอที่จะกรองแสง

- หากใช้แว่นสี ควรเลือกสีโทนเทา น้ำตาล หรือเขียว เพื่อให้สามารถมองเห็นสีได้อย่างเป็นธรรมชาติไม่ผิดเพี้ยน อย่าเลือกสีแดง น้ำเงิน เพราะอาจทำให้แสงความยาวคลื่นที่อันตราย สามารถผ่านเข้าสู่ดวงตาได้

- เช็คคุณภาพของเลนส์โดยถือเลนส์ในระยะห่างเท่าความยาวของแขนมองผ่านเลนส์ไปยังวัตถุไกล ออกไปที่เป็นเส้นตรง เช่น กรอบประตู เสา แล้วลองเคลื่อนเลนส์ผ่านเส้นตรงที่เห็น หากมองเห็น เส้นบิดเบี้ยวไปมา แสดงว่าเนื้อเลนส์ไม่สม่ำเสมอ ไม่ได้คุณภาพ

 

อาหารบำรุงดวงตา

         สารอาหารที่มีคุณค่ากับสายตา ช่วยป้องกันโรคตาได้ มีดังต่อไปนี้

1.     กรดไขมันชนิดโอเมกา-3 ( Omega-3)

ช่วยรักษาอาการตาแห้ง และโรคหัวใจหลอดเลือด ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และป้องกันมะเร็งหลายชนิด เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของกรดไขมันอิสระสองชนิดคือ อีพีเอ (EPA) และ ดีเอชเอ (DHA) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารเหล่านี้ได้จากปลาบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน แนะนำให้รับประทานปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอด 2-3 ส่วนบริโภคต่อสัปดาห์ (1 serving = เนื้อ 90 กรัม = เนื้อปลากระป๋องขนาดเล็ก 1 กระป๋อง = ครึ่งถ้วยตวงข้าวหม้อหุงข้าวไฟฟ้า) นอกจากนั้นเราสามารถบริโภคสารเอแอลเอ (ALA) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนไปเป็น EPA และ DHA ได้เอง สาร ALA พบในน้ำมันสกัดจากธัญพืช ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง เมล็ดวอลนัท เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

 

2.     สารลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin)

สารสองตัวนี้เป็นกลุ่มแคโรทีนอยด์ซึ่งเป็นสารสีส้มเหลืองที่ทำหน้าที่กรองรังสียูวีในแสงแดดและแสงสีม่วง-น้ำเงิน ที่ทำให้เกิดความเสื่อมที่โรคจอตาส่วนกลาง  สารเหล่านี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ป้องกันและชะลอโรคจอตาเสื่อม(Age-related Macular Degeneration หรือ AMD)สารเหล่านี้มีมากในผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ปวยเล้ง บรอคโคลีเป็นต้น ควรได้รับ ลูทีน20 มิลลิกรัมต่อวัน และ ซีแซนทีน 6 – 10มิลลิกรัมต่อวัน หรือแนะนำให้กินผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 100 กรัมอย่างน้อยวันเว้นวัน   นอกจากนี้ในไข่แดง  มี ลูทีนและซีแซนทีนที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี แนะนำให้กินไข่ (พร้อมไข่แดง) 2 ฟองวันเว้นวัน (ถ้าไม่มีข้อห้าม)

 

3.     วิตามินและสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants)  ได้แก่

- วิตามินเอสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาและมีบทบาทสำคัญในการมองเวลากลางคืนซึ่งพบมากในผักจำพวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักโขม ฟักทอง

- วิตามินบี มีการศึกษาพบว่าวิตามินบี1และบี12อาจมีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้โดยแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้มาก ได้แก่ ตับ ไข่เนื้อสัตว์นมสด

- วิตามินซีเป็นที่รู้จักกันดีของการชะลอความแก่ของร่างกายด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant)นอกจากนั้น ยังอาจช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วยผลไม้ที่มีวิตามินซี มาก ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อมส่วนผักได้แก่ กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่

- วิตามินอี เป็นวิตามินอีกตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอตาและจากการ ศึกษาพบว่า อาจมีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกเช่นเดียวกันพบได้ในน้ำมัน ธัญพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด ถั่วเหลือง

- เบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอซึ่งมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการมองเห็นในกลางคืนเช่นเดียวกับ วิตามินเอพบมากในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น แครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อนหน่อไม้ฝรั่งผักบุ้งข้อควรระวังคือการรับ ประทานเบต้าแคโรทีนในรูปอาหารเสริมมากไปในคนที่สูบบุหรี่จะเพิ่ม โอกาสการเกิดมะเร็งปอดได้ 

 

ผลวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่าการให้วิตามิน ซี, อี เบต้าแคโรทีน, ธาตุสังกะสี มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมมากขึ้นของผู้ป่วยที่เป็นโรคจอตาเสื่อมตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป(moderate AMD) ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคจอตาเสื่อมเพียงเล็กน้อยอาจไม่ได้ประโยชน์เท่าไรนักจากการรับประทานวิตามินเสริมในปริมาณที่เหมาะสมดังกล่าว ทั้งนี้จักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน ระดับความเสื่อมของจอประสาทตาจากการขยายม่านตา ไม่ควรซื้อมาอาหารเสริมมารับประทานเอง เนื่องจากอาจไม่ได้รับประโยชน์และยังเกิดผลข้างเคียงได้

 

ติดต่อเรา

แสดงความจำนงบริจาคดวงตา หรือ แจ้งข้อมูลกรณีมีผู้บริจาคเสียชีวิตได้ที่.ผู้ประสานงาน

   - นางสาวกันยนา  ติยะธรรม

   - นางณัฐชนันท์  กฤษณะเศรณี

สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10สภากาชาดไทย ชั้น 12อาคารสุจิณโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

โทรศัพท์        0-5393-6382          (เวลาราชการ)

มือถือ         08-9999-6000         ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ร่วมแบ่งปันน้ำใจ ให้แก่ผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการ ท่านสามารถร่วมบริจาคได้ที่

·      ศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย โดยสั่งจ่ายในนามบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 566-451015-4

ชื่อบัญชี สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10 ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาคณะแพทยศาสตร์

 

 

บริจาคด้วยตนเอง

 

                     สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย ชั้น 12 อาคารสุจิณโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

      วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.   โทรศัพท์ 0-5393-6382 

 

 

         ท่านสามารถบริจาคได้ในรูปของเงินสด บัตรเครดิต หรือเช็ค ขีดคร่อม A/C PAYEE ONLY สั่งจ่าย มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก กรณีที่มาบริจาคที่ศูนย์ดวงตาภาค 10 หรือที่มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก ขอให้ท่านเตรียมข้อมูลเหล่านี้มาด้วย ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด E-mail ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ของผู้บริจาค และระบุวัตถุประสงค์การบริจาค เพื่อศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย

 

การรับใบเสร็จรับเงิน

กรุณาส่ง สำเนาใบนำฝาก พร้อม ชื่อ – นามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์มายังมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อจะได้จัดส่งใบเสร็จรับเงินให้ท่านต่อไป

 

มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เลขที่ 110 ถนนอินทวโรรส

ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ 50200

โทรศัพท์ 0-5393-7400 โทรสาร 0-5393-7888