ไมเกรน

จัดเป็นโรคปวดศีรษะที่พบบ่อย อาการปวดศีรษะจากไม่เกรนบางครั้งก็มีความรุนแรง จนทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถประกอบกิจวัตรต่าง ๆ ได้เป็นปกติ เนื่องจากไมเกรนเป็นโรคที่เรื้อรัง และจะอยู่กับผู้ป่วยเป็นเวลานาน จึงมีผลต่อสุขภาพกาย, สุขภาพจิต ตลอดจนอาจก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมได้

 

            อาการและอาการแสดงของ ไมเกรน อาจแบ่งออกเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้

ก.  ระยะอาการนำ (Premonitory symptom และ singn) มีอาการและอาการแสดงทางสมอง ซึ่งแสดงออกในรูปของความผิดปกติของการทำงานของสมองแบบทั่ว ๆ ไป ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร สมดุลย์ของน้ำในร่างกาย และอาการทางกล้ามเนื้อ ซึ่งปรากฎการณ์นี้ พบประมาณ 40% ของผู้ป่วยไมเกรน อาการเหล่านี้มักนำมาก่อนประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนเกิดอาการปวดศีรษะและอาจเกิดเร็วใน 1 ชั่วโมง หรือเกิดก่อนนานถึง 2 วัน อาการเหล่านี้มีทั้งอาการแสดงทางจิตใจ อาการทางระบบประสาทและการเปลี่ยนแปลงในระบบอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น สมาชิเสีย อารมณ์หงุดหงิด เก็บตัว ทำอะไรว่องไว ทำอะไรซ้ำซาก คิดช้าทำช้า หรือทำอะไรงุ่มงาม บางครั้งอารมณ์ร้าย ผู้ป่วยอาจมีหาวบ่อย ง่วงนอนมากทนต่อแสงเสียงไม่ค่อยได้ ผิวหนังอาจไวต่อความรู้สึกทนต่อการสัมผัสไม่ได้ นอนมาก เหนื่อยง่าย พูดไม่ชัด คิดคำพูดไม่ออก พูดน้องลง กล้ามเนื้อคออาจตึง มีอาการอ่อนเพลียทั่วไป รู้สึกหนาวต้องห่มผ้าห่ม หน้าซีด ขอบตาคล้ำ หนังตาหนัก ๆ หรือตาลึก อาการทางเดินอาหารก็มีได้ทั้งอยากอาหาร โดยเฉพาะของที่มีรสหวาน เบื่ออาหาร ถ่ายอุจจาระบ่อย ท้องผูก ท้องอืด ปวดท้อง อาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ บวมจึงทำให้เชื่อว่าไมเกรน น่าจะเป็นปรากฎการณ์ของการเปลื่ยนแปลงทางชีวเคมีในเซลล์ประสาทและการเปลี่ยนแปลงทางหลอดเลือดในระยะปวดศีรษะเป็นปรากฎการณ์ที่ตามมาภายหลัง

ข.     ระยะอาการเตือน (Aura phase)

เป็นอาการทางระบบประสาทเฉพาะที่ซึ่งเกิดก่อนอาการปวดศีรษะประมาณ 30 นาที และส่วนมากจะมีอาการอยู่นาน 20-30 นาที โดยทั่วไปจะหายเมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมาแล้ว ซึ่งอาการที่พบบ่อยคือ อาการผิดปกติทางทางมองเห็น เช่น การเห็นแสงสี เห็นแสงระยิบระยับ เห็นแสงดาวกระพริบ และอาจมีอาการชาบริเวณนิ้วมือ แขนและใบหน้า และอาจพบภาวะพูดลำบากร่วมด้วย

ค.     ระยะปวดศีรษะ (Headache)

มักจะเริ่มเป็นช้า ๆ ในเวลา 30-60 นาที ก่อนที่จะปวดศีรษะมากสุด แต่บางรายอาจสังเกตว่าปวดศีรษะหลังตื่นนอน ซึ่งทำให้ไม่ทราบว่าแท้ที่จริงอาการปวดศีรษะเริ่มเป็นเมื่อใดและรวดเร็วเพียงใด บางรายความรุนแรงของอาการปวดศีรษะก็ดำเนินไปอย่างช้า ๆ กินเวลาครึ่งวันหรือตลอดวัน และมักจะค่อย ๆ หายไป แต่ในเด็กอาการเหล่านี้จะหายอย่างรวดเร็ว ภายหลังอาเจียน ลักษณะปวดศีรษะมีไม่ถึง 50% ที่ปวดแบบตุ๊บ ๆ ส่วนที่เหลือมักปวดตื้อ ๆ หรือปวดเหมือนมีอะไรมารัด ลักษณะปวดที่สำคัญในไมเกรน คือ อาการปวดในตำแหน่งต่าง ๆ จะย้ายที่ได้และย้ายข้างได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในการเป็นแต่ละครั้งหรือในการปวดครั้งเดียวกัน และอาการปวดเหล่านี้จะเป็นมากเมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะ อาการร่วมขณะปวดศีรษะมักเป็นอาการทางระบบประสาทและอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งในบางรายอาการเหล่านี้จะเกิดในระยะอาการนำซึ่งในแต่ละคนอาการจะไม่เหมือนกันและอาการในคน ๆ เดียวกันการปวดศีรษะแต่ละครั้งก็อาจต่างกันได้ด้วย อาการเหล่านี้ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเดิน รู้สึกเย็นปลายมือ ปลายเท้า กลัวแสงกลัวเสียง ไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัว ไม่สามารถทนต่อการสั่นสะเทือน บางคนไวต่อกลิ่น หงุดหงิด ปวดต้นคอ อ่อนเพลีย คัดจมูก เดินโซเซ หรือคล้ายจะเป็นลม อาการปวดศีรษะจะหายไปภายหลังได้นอน 45 นาที ถึง 3 ชั่วโมง หรือภายหลังดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ หรือ ภายหลังอาเจียนหรือได้ยาแก้ปวด

ง.      ระยะหาย (Postdromes)

อาการที่สำคัญ คือ อ่อนเพลีย ซึ่งบางรายจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและปวดกล้ามเนื้อ มีอาการเคลิบเคลิ้ม หรือมีอารมณ์ไม่แจ่มใส ขาดสมาธิ หงุดหงิด หาวมากผิดปกติทานอาหารได้น้อย ปัสสาวะมากหรือกระหายน้ำ อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่นาน 1 ชั่วโมง ถึง 4 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 2 วัน

 

แนวทางการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน

1.   การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต เช่น การหลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนมากเกินไป ความเครียดการถูกแดดมากเกินไป การได้รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มบางอย่าง เช่น กาแฟ ชอคโกแลต ฯลฯ อาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ส่วนมากปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้มักเกิดร่วมกันหลาย ๆ อย่าง และบางครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ได้

2.       การใช้ยารักษา  การใช้ยารักษาควรใช้กรณีที่จำเป็นยาที่รักษาพอสรุปได้ดังนี้

2.1    ยาในการรักษาอาการปวดไมเกรนแบบเฉียบพลัน  ได้แก่

2.1.1   ยาแก้ปวด ได้แก่ พาราเซตามอล แอสไพริน nonsteroid anti-inflammatory drugs (NSAIDS) และยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของยาเสพติดให้โทษประเภท 3 เช่น Tylenol with Codeine แต่การใช้ยานี้พบว่าอาจทำให้มึนศีรษะได้และห้ามใช้ในเด็ก

2.1.2   ยากลุ่มเออร์กอต (Ergot-based drug) เนื่องจากยานี้มีผลข้างเคียงพอควร จึงควรใช้ในการรักษาอาการปวดไมเกรนที่รุนแรงและนาน ๆ เป็นสักครั้ง การใช้ยาบ่อย ๆ จะทำให้ปวดศีรษะมากขึ้นและติดยา

2.1.3   ยากลุ่มทริปแทน (Triptan) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน คลื่นไส้ อาเจียน กลัวแสง กลัวเสียงได้ แต่มีราคาแพง

การใช้ยานอนหลับชนิดต่าง ๆ เช่น ไดอะซีแพม ก็สามารถใช้ในการรักษาไมเกรนได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อยเพราะจะมีปัญหาติดยาเกิดขึ้น

2.2  ยาในการรักษาแบบป้องกัน  ใช้ในกรณีที่มีอาการปวดไมเกรนบ่อย เช่น เกิน 2 ครั้งต่อเดือน การเกิดอาการปวดแต่ละครั้งรุนแรง หรือผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานยาในกลุ่มที่ใช้รักษาอาการปวดไมเกรนแบบเฉียบพลันได้ ยาในกลุ่มนี้ไม่ใช่ยาแก้ปวดจึงรักษาอาการปวดไมเกรนไม่ได้แต่เป็นยาที่ใช้สำหรับการป้องกันการเกิดไมเกรนและต้องรับประทานยาทุกวัน เป็นระยะเวลา 4-6 เดือน วัตถุประสงค์ของการใช้ยาป้องกันการเกิดไมเกรน คือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะหลังจากหยุดยาในกลุ่มนี้อาการปวดศีรษะอาจหยุดไปเป็นเวลานาน ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่

2.2.1   ยาสกัดเบต้า (β-blocker) ได้แก่ โพรพราโนลอล มีประสิทธิภาพในการป้องกันไมเกรน 55-84% การใช้ในรูปแบบออกฤทธิ์นาน อาจสะดวกในการใช้มากกว่ารูปแบบธรรมดาซึ่งต้องรับประทานวันละหลายครั้ง ส่วนยาในกลุ่มนี้ ตัวอื่น ๆ ที่มีผลในการป้องกันไม่เกรน คืออะทีโนลอล เมโทโพรลอลและทิโมลอลผลแทรกซ้อนที่ควรระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้คือ อาการอ่อนเพลีย ซึ่งพบได้ประมาณ 20% แต่อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเอง ผลแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ง่วงซึม ฝันร้าย ซึมเศร้า ภาพหลอน มือเท้าเย็น

2.2.2   ยาต้านซีโรโตนิน (Anti-serotonin) ได้แก่ พิโซติเฟนซึ่งเป็นยาที่ทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการป้องกันประมาณ 50% แต่มีผลข้างเคียงคือทำให้อ้วนและง่วงนอน

2.2.3   ยาแคลเซียมแอนทาโกนิส (Calcium antagonist) ได้แก่ ฟลูนาริซีน เวอราพรามิล ไนเฟดดิปีน และ ไนโมดิปีน สามารถป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ ยาสกัดเบต้า

2.2.4   กลุ่มยากันชัก  ที่สามารถนำมาใช้ในการป้องกันการเกิดไมเกรนได้ ได้แก่ โซเดียมวาลโปรเอต โทพิราเมท และกาบ้าเพนติน ซึ่งปัจจุบันมีการใช้แพร่หลายเพิ่มขึ้น ยาในกลุ่มนี้จะมีข้อดีข้อเสีย ที่แตกต่างกัน คือ โซเดียมวาลโปรเอต จะมีผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น, สั่น และผมร่วง กาบ้าเพนติน ก็จะมีผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่วน โทพิราเมท จะทำให้น้ำหนักลดลง  ขนาดยาที่ใช้ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนจะน้อยกว่าที่ใช้ในการรักษาโรคลมชัก

2.2.5   กลุ่มยา Tricyclic Antidepressants มีประโยชน์ในผู้ป่วยนอนไม่หลับและมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย แต่อาจมีผลทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ง่วงนอน และน้ำหนักเพิ่มได้

2.3  การรักษาโดยการไม่ใช้ยา มักได้ผลในระยะที่ทำการบำบัดรักษาเท่านั้น การรักษาพวกนี้ได้แก่ relaxation therapy, biofeedback, acupuncture, cervical manipulation, hypnosis