
จำน้อง “เค” ได้ไหม? จากเด็กส่งน้ำแข็ง สู่เส้นทางนักศึกษาแพทย์ มช. ปี 4
“สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” วันนี้ยังเดินตามฝัน พร้อมส่งต่อกำลังใจให้น้อง ๆ ที่อยากเป็นหมอ
.
ตี 5 ของทุกวันในวัย ม.6 “น้องเค” หรือ ธนิต ลุงหมั้น ต้องตื่นขึ้นมาแบกกระสอบน้ำแข็งหนักกว่า 20 กิโลกรัม ช่วยพ่อส่งน้ำแข็ง ก่อนรีบกลับไปอาบน้ำและเข้าเรียนให้ทัน 8 โมงเช้า
.
จากเด็กที่ช่วยครอบครัวทำงานหาเลี้ยงชีพ สู่วันนี้ที่สวมเสื้อกาวน์ในฐานะนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชั้นปีที่ 4 เส้นทางของเขาไม่ได้มีเพียงวันที่สอบติดและได้ทำตามความฝัน แต่ยังมีวันที่ผิดหวัง สอบตก เหนื่อยจนอยากกลับบ้าน และวันที่ต้องเรียนรู้ว่า การเป็นหมอไม่ได้อาศัยแค่ความขยัน แต่ต้องรู้จักคิด วางแผน และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
.
หลายคนอาจยังจำประโยคที่น้องเคเคยบอกไว้ได้ว่า “ปีแรกยังไม่ผ่าน ก็กลับไปอ่านหนักขึ้น” วันนี้เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี เขามองความฝันของตัวเองอย่างไร และมีอะไรอยากบอกกับน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์บ้าง
.
จากเด็กส่งน้ำแข็ง สู่ชีวิตนักศึกษาแพทย์ปี 4
ถาม: เมื่อย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่ต้องตื่นตี 5 ช่วยพ่อส่งน้ำแข็ง วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?
เค: ผมรู้สึกว่าเราเดินทางผ่านวันเวลามา 4 ปีแล้วครับ ช่วงเวลานั้นเป็นความทรงจำที่ดี ผมได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นลูกศิษย์ที่ดีของคุณครู และที่สำคัญ ผมได้สอบติดคณะแพทยศาสตร์อย่างที่ต้องการจริง ๆ
.
ตอนนั้นผมคิดอยู่ทุกวันเลยครับว่า ถ้าสอบติดหมอได้จริง ๆ จะภูมิใจและมีความสุขขนาดไหน พอถึงวันที่ประกาศผลว่าติดจริง ๆ คนในหมู่บ้านและคนที่ผมเคยไปส่งน้ำแข็งให้ต่างก็ดีใจกับผม หลายคนบอกว่าไม่คิดว่าจะสอบติด นึกว่าผมพูดเล่น ๆ (หัวเราะ)
.
จากเด็กที่เคยตอบคนอื่นอย่างไม่เต็มปากว่าอยากเรียนหมอ วันนี้ผมพูดได้อย่างมั่นใจแล้วครับว่าผมได้เดินมาถึงจุดนี้จริง ๆ บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองมาไกลกว่าที่เคยฝันไว้เสียอีก
.
เรียนหมอไม่ได้มีแค่ความขยัน
จากวันที่เคยพลาดการสอบเข้า สู่การเรียนแพทย์ที่มีเนื้อหามากขึ้นเรื่อย ๆ น้องเคพบว่าความพยายามยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่การพยายามให้ถูกทางก็สำคัญไม่แพ้กัน
.
ถาม: ประโยคที่บอกว่า “ปีแรกยังไม่ผ่าน ก็กลับไปอ่านหนักขึ้น” ยังใช้ได้กับชีวิตทุกวันนี้อยู่ไหม?
เค: ยังใช้ได้ครับ แต่การเรียนแพทย์ทำให้ผมรู้ว่าแค่ขยันอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องฉลาดในการอ่านด้วย ต้องรู้ว่าจะอ่านอะไร อ่านอย่างไร และทำอย่างไรให้เข้าใจเนื้อหาจริง ๆ เพราะบางครั้งเราอ่านหนังสือไปเยอะมาก แต่พอสอบกลับจำไม่ได้หรือจำผิดก็มีครับ
.
ส่วนชีวิตนักศึกษาแพทย์ปี 4 สิ่งที่หนักสำหรับผมไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่เป็นเรื่องเวลาที่มีน้อยด้วยครับ โดยเฉพาะช่วงเรียนอายุรศาสตร์ที่ต้องไปโรงพยาบาลตั้งแต่ 7 โมงเช้า เข้าเวรหนึ่งวันเว้นสองวัน และบางวันอยู่จนถึงประมาณ 5 ทุ่ม
.
เราได้ตรวจคนไข้จริง ทำงานร่วมกับทีมในโรงพยาบาล และเห็นว่าบุคลากรทางการแพทย์ต้องใช้ความรู้และความสามารถมากแค่ไหน กว่าจะผ่านแต่ละวิชามาได้ก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกันครับ
.
วันที่สอบตก สิ่งที่อยากได้ที่สุดคือการกลับบ้าน
แม้จะเดินทางมาได้ไกล แต่ชีวิตของน้องเคก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดไป ช่วงปี 2 เขาเคยสอบตกและได้ผลการเรียนที่ต่ำที่สุดในชีวิต ความผิดหวังครั้งนั้นทำให้เขากังวลไปถึงอนาคต กลัวว่าจะเรียนไม่จบ ต้องเรียนซ้ำชั้น และทำให้ผู้ให้ทุนการศึกษาผิดหวัง
ถาม: ตอนที่รู้สึกผิดหวังมากที่สุด อะไรช่วยให้เคกลับมาสู้ต่อได้?
เค: ตอนนั้นผมกลับบ้านไปหาพ่อแม่ครับ ผมเสียใจมาก กลัวหลายอย่างไปหมด แค่อยากกลับบ้าน อยากกินอาหารฝีมือแม่ คิดถึงน้องชายที่ยังเรียนประถมอยู่
.
พอได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ได้คุยกับน้อง ฟังเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ทำให้ผมได้พักจากความคิดเรื่องเรียนบ้าง หลังจากนั้นผมก็ตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบแก้ จนสุดท้ายผ่านไปได้ครับ
.
ผมคิดว่าการมีบ้านที่พร้อมให้เรากลับไปพัก และมีครอบครัวที่รับฟังเรา เป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ผมผ่านเรื่องต่าง ๆ มาได้ครับ
.
วันนี้เมื่อขึ้นปี 4 เวลาที่จะกลับบ้านยิ่งน้อยลง บางครั้งหลายเดือนจึงจะได้กลับไปสักครั้ง พ่อแม่จึงเป็นฝ่ายเดินทางมาหาที่หอพักแทน แม้จะได้อยู่ด้วยกันเพียงชั่วโมงสองชั่วโมง แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าเรายังมีคนคอยดูแลอยู่เสมอ
.
คำพูดของพ่อที่น้องเคจำได้ดีคือ
“ไม่เป็นไรลูก เอาใหม่ ถ้าเรียนไม่ไหวก็กลับมาแบกน้ำแข็งเหมือนเดิม เราไม่อดตายหรอก ลูกสอบติดหมอ พ่อก็พอใจแล้ว”
.
ส่วนแม่ก็บอกเสมอว่าไม่เป็นไร ขอให้เรียนจบ ไม่ต้องเครียด หากสอบตกก็สอบใหม่ และยังทำหมูย่างที่ลูกชอบให้กิน
.
สำหรับน้องเค กำลังใจจากครอบครัวไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทั้งหมด แต่ทำให้เขารู้ว่า ต่อให้ผิดหวังมากแค่ไหน เขาก็ยังมีบ้านให้กลับ และไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว
.
ความฝันยังเหมือนเดิม แต่วันนี้เข้าใจมากขึ้น
ถาม: หลังได้ขึ้นวอร์ดและเจอคนไข้จริง ความฝันอยากเป็นหมอเปลี่ยนไปหรือไม่?
เค: ไม่เปลี่ยนครับ ผมยังอยากเป็นหมอเหมือนเดิม แต่ตอนนี้อยากเก่งขึ้น อยากเข้าใจเวลาที่พี่ ๆ คุยกัน อยากมีความรู้มากพอที่จะเข้าใจว่าคนไข้เป็นอะไร และอยากได้ลงมือทำหัตถการมากขึ้น ผมอยากลองผ่าตัดด้วยครับ (หัวเราะ)
.
ตอน ม.6 ผมเคยคิดว่าหมอศัลยกรรมสามารถผ่าตัดได้ทุกอย่าง แต่พอมาเรียนจริง ๆ จึงรู้ว่าแพทย์มีสาขาเฉพาะทางอีกมาก และแต่ละสาขาก็ต้องใช้ความรู้ความชำนาญแตกต่างกัน
.
ตอนนี้ผมยังสนใจการผ่าตัดอยู่ครับ แต่คงต้องลองเรียนและสัมผัสประสบการณ์จริงก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือผมอยากเรียนให้จบและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
.
ผมอยากเป็นหมอที่รักษาคนไข้ให้หายจากโรค หรือช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ไม่เอาอารมณ์ของตัวเองไปลงกับคนไข้ และทำหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพครับ
.
หนังสือกว่า 100 เล่ม กับโอกาสที่เปลี่ยนชีวิต
อีกหนึ่งคนสำคัญในเส้นทางของน้องเค คือพี่ผู้หญิงที่เคยมอบหนังสือเตรียมสอบแพทย์กว่า 100 เล่มให้เขา หนังสือเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้เดินเข้าใกล้ความฝันมากขึ้น
.
ถาม: ถ้าวันนี้ได้พูดกับพี่คนที่มอบหนังสือให้ อยากบอกอะไร?
เค: ขอบคุณพี่มากนะครับ พี่สุดยอดมากจริง ๆ หนังสือที่พี่ให้ผมในวันนั้นมีความหมายกับผมมากกว่าที่พี่อาจจะคิดไว้เยอะเลยครับ
.
หากวันนั้นไม่ได้พบพี่ เขาคิดว่าตัวเองอาจเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เพราะชอบฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ หรืออาจเป็นคุณครู เพราะเคยเป็นติวเตอร์มาก่อน
.
ประสบการณ์นี้ทำให้เขาอยากส่งต่อโอกาสที่เคยได้รับ และมีความฝันอยากสร้างโรงพยาบาลที่ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้จริง ค่ารักษาสมเหตุสมผล และเป็นที่พึ่งให้ผู้คนได้ โดยตั้งชื่อโรงพยาบาลตามผู้มีพระคุณที่เคยมอบทุนการศึกษาให้เขา
.
“สู้แบบมีสมองด้วย ไม่ใช่ขยันอย่างเดียว”
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากฝากถึงน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ น้องเคไม่ได้บอกว่าทุกคนจะต้องสอบติดหากพยายามมากพอ แต่เขาอยากให้ทุกคนใช้โอกาสที่มีอย่างเต็มที่ และไม่หยุดพัฒนาตัวเองเพียงเพราะวันนี้ยังทำได้ไม่ดี
.
ถาม: ถ้ามีน้องคนหนึ่งกำลังท้อ เพราะอ่านหนังสือเท่าไรก็ยังไม่เห็นผล อยากบอกอะไรกับเขา?
เค: น้อง เอาหน่อย สู้ ๆ เว้ย! พี่รู้ว่ามันน่าเบื่อที่ต้องมานั่งอ่านหนังสือ ทำโจทย์ และเรียนหนังสืออยู่แบบนี้ทุกวัน แต่ลองถามตัวเองดี ๆ ว่าเรากำลังทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และทำเพื่อใคร
.
พี่อยากให้น้องมองไปไกลกว่าวันสอบ เพราะสิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ได้มีความหมายแค่กับตัวเรา แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับคนที่เรารักด้วย
.
ไม่จำเป็นต้องทำโจทย์ให้ได้วันละ 100 ข้อทุกวัน บางวันทำได้ 30 ข้อ 40 ข้อ หรือแม้แต่วันละข้อก็ยังดี ขอแค่ลงมือทำและพัฒนาตัวเองต่อไป ถ้าเหนื่อยจนไม่ไหวก็พัก แล้วค่อยกลับมาสู้ใหม่
.
ถ้ามีทุนทรัพย์เพียงพอ การเรียนพิเศษก็เป็นตัวช่วยได้ แต่ถ้าไม่มีเงินก็อย่าเพิ่งหมดหวัง ลองหาทุนการศึกษา เพราะพี่เองก็เคยได้รับทุนและโอกาสนั้นมีส่วนช่วยให้พี่เดินมาถึงวันนี้
.
พี่ไม่ได้บอกว่าความพยายามจะรับประกันว่าทุกคนสอบติด แต่พี่อยากให้น้องพยายามให้เต็มที่ที่สุด เพื่อไม่ต้องเสียใจในวันหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งเคยมีความฝัน แต่ไม่ได้พยายามมากพอที่จะไปให้ถึงมัน
.
จาก “เค” ในวันนั้น ถึง “เค” ในวันนี้
ถาม: ถ้าพูดกับตัวเองในวันที่ยังเป็นเด็ก ม.6 ได้หนึ่งประโยค วันนี้อยากบอกอะไร?
เค: ขอบคุณที่พยายามมาตลอดนะ ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ และขอบคุณที่อดทนเพื่อเรามาจนถึงวันนี้ จากนี้ไปเราจะพยายามต่อไป และจะไม่ทำให้นายผิดหวัง
.
จากเด็กที่เคยตื่นตี 5 ช่วยพ่อส่งน้ำแข็ง วันนี้น้องเคยังคงเดินหน้าบนเส้นทางสู่การเป็นแพทย์ แม้ความฝันจะยังมีอีกหลายขั้นให้ไปถึง แต่สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คือความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการไม่เคยผิดหวัง หากอยู่ที่การเรียนรู้จากความผิดพลาด รู้จักพักเมื่อเหนื่อย และกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
.
“สุดแต่ใจจะไขว่คว้า” จึงยังเป็นความหมายของการเดินทางครั้งนี้ และเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังมุ่งไปหาความฝันของตัวเอง+
.
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
#นักศึกษาแพทย์มช #เด็กส่งน้ำแข็งสู่หมอ #แรงบันดาลใจ #เรื่องราวสร้างพลังใจ #ความฝันต้องไปให้ถึง #สุดแต่ใจจะไขว่คว้า #ส่งต่อแรงบันดาลใจ
#MedCMU #MedCMUในมือคุณ#คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #สื่อสารองค์กรMedCMU #สุขภาพดีกับหมอสวนดอก
