
เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด…อย่าคิดว่าแค่พักผ่อนน้อย!
แพทย์ มช. ชี้ อาจเป็นสัญญาณ “ขาดธาตุเหล็ก”
ภาวะขาดธาตุเหล็ก หมายถึง ร่างกายมีธาตุเหล็กสะสมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่โรคโลหิตจาง หมายถึง ภาวะที่ปริมาณเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักในการขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีปริมาณต่ำกว่าปกติ ทำให้ความสามารถในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง
ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคธาลัสซีเมีย การขาดวิตามินบี 12 หรือ โฟเลต โรคไต โรคเรื้อรัง การเสียเลือด หรือความผิดปกติของไขกระดูก โดยการขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะโลหิตจาง ดังนั้น ทั้งสองภาวะจึงเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ในระยะแรก ร่างกายอาจเริ่มใช้ธาตุเหล็กสะสมจนลดต่ำลง ขณะที่ปริมาณเม็ดเลือดแดงยังปกติ เรียกว่า “ขาดธาตุเหล็กโดยยังไม่เกิดโรคโลหิตจาง” หากไม่ได้รับการรักษา จะสามารถพัฒนาเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้
ธาตุเหล็กสำคัญต่อร่างกายอย่างไร
ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน นำส่งออกซิเจนจากปอดไปยังอวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน การสร้างพลังงาน และพัฒนาการของสมอง
ร่างกายของผู้ใหญ่ต้องการธาตุเหล็กประมาณ 1–2 มิลลิกรัมต่อวัน และมากขึ้นในเด็ก วัยรุ่น และหญิงตั้งครรภ์ เมื่อได้รับหรือดูดซึมธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ร่างกายจะนำธาตุเหล็กที่สะสมไว้ออกมาใช้ก่อน หากขาดต่อเนื่อง การสร้างเม็ดเลือดแดงจะลดลง เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กและติดสีจาง จนเกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ในเด็กเล็ก ภาวะขาดธาตุเหล็กที่เป็นอยู่นานอาจส่งผลต่อสมาธิ การเรียนรู้ พฤติกรรม และพัฒนาการได้ ส่วนในผู้ใหญ่อาจมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น การตอบสนองหรือการคิดคำนวณอาจทำได้ช้ากว่าปกติ ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจวาย เป็นต้น
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ในระยะแรก ภาวะขาดธาตุเหล็กอาจไม่มีอาการเลย หรือมีเพียงอาการไม่จำเพาะ เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ออกแรงได้น้อยลง สมาธิลดลง ง่วงซึม ประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานลดลง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หน้ามืด หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะในเด็ก รวมถึงเบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
เมื่อขาดธาตุเหล็กรุนแรงจนเกิดโลหิตจาง การนำส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายน้อยลง จึงอาจเหนื่อยง่าย ใจสั่น หายใจเร็ว เวียนศีรษะ หรือหน้ามืด และอาจสังเกตเห็นผิวหนัง ริมฝีปาก เยื่อบุตา หรือฝ่ามือซีดลง อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่จำเพาะต่อภาวะขาดธาตุเหล็ก จึงไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียว
ผมร่วง เล็บบาง เปราะ หรือเว้าคล้ายช้อน สามารถพบได้ โดยเฉพาะเมื่อขาดธาตุเหล็กต่อเนื่อง แต่ลักษณะเหล่านี้ก็พบได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน
อีกสัญญาณหนึ่งที่สัมพันธ์กับภาวะขาดธาตุเหล็กคือ “พิกา (Pica)” หรือการอยากกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น น้ำแข็ง ดิน แป้ง หรือกระดาษ โดยเฉพาะการอยากเคี้ยวน้ำแข็งบ่อย ๆ หากเกิดขึ้นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์
อาการที่มักถูกมองข้าม ได้แก่ เหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ สมาธิลดลง ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง ปวดศีรษะบ่อย หรือในเด็กมีพฤติกรรม สมาธิ และการเรียนรู้เปลี่ยนไป
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกันคือสัญญาณของการเสียเลือดต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นเรื้อรังอาจพัฒนาไปสู่การขาดธาตุเหล็กได้ เช่น ประจำเดือนออกมาก อุจจาระดำ อุจจาระมีเลือดปน เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาควบคู่กันไป
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง
กลุ่มที่มีโอกาสขาดธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็วและต้องการธาตุเหล็กมากกว่าวัยอื่น รวมถึงเด็กที่รับประทานอาหารในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย หรือดื่มนมวัวมากกว่า 24 ออนซ์ต่อวัน
หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้หญิงที่มีประจำเดือนออกมากหรือมานาน ผู้บริจาคเลือดเป็นประจำ ผู้ที่รับประทานอาหารไม่หลากหลาย งดเนื้อสัตว์หรือรับประทานอาหารจากพืชเป็นหลักโดยไม่ได้วางแผนสารอาหาร ผู้ที่มีเลือดออกเรื้อรังจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้ รวมถึงผู้ที่มีโรคซึ่งรบกวนการดูดซึม หรือเคยผ่าตัดลำไส้ ก็เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไต โรคอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็งบางชนิด รวมถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อยหรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรืออาหารจากพืชไม่ได้หมายความว่าจะต้องขาดธาตุเหล็กเสมอไป แต่ควรวางแผนอาหารให้มีแหล่งธาตุเหล็กเพียงพอ เนื่องจากธาตุเหล็กจากพืชดูดซึมได้น้อยกว่าจากเนื้อสัตว์
ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมากหรือมานานเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีประจำเดือนนานเกินประมาณ 7 วัน ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ผิดปกติ มีเลือดออกจนเปื้อนเสื้อผ้าหรือที่นอน มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกัน หลายคนคุ้นชินกับประจำเดือนของตนเองและคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่อาจสูญเสียเลือดมากอย่างต่อเนื่อง หากมีอาการเหนื่อยง่าย ซีด ใจสั่น หรือประจำเดือนมีลักษณะดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์
ผู้สูงอายุ ผู้ที่รับประทานอาหารบางรูปแบบ หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้จากหลายกลไก ทั้งการรับประทานอาหารได้น้อย การดูดซึมผิดปกติ การเสียเลือดเรื้อรัง และการอักเสบที่รบกวนการนำธาตุเหล็กไปใช้
ผู้สูงอายุที่ตรวจพบภาวะขาดธาตุเหล็กจึงควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากอายุหรือรับประทานอาหารน้อยเพียงอย่างเดียว
ไม่ควรซื้อธาตุเหล็กรับประทานเอง
หากมีอาการเหนื่อยง่าย ไม่แนะนำให้สรุปว่าเกิดจากการขาดธาตุเหล็กและซื้อยารับประทานเองทันที เพราะอาการเหนื่อยเกิดได้จากหลายสาเหตุ และแม้ตรวจพบโลหิตจางก็อาจไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ควรปรึกษาแพทย์
การรับประทานธาตุเหล็กโดยที่ยังไม่ได้ตรวจเลือดอาจทำให้ได้รับผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น เช่นเกิดอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย และอุจจาระสีดำ การรับประทานเกินขนาดอาจเป็นพิษ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก จึงต้องเก็บยาให้พ้นมือเด็กอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ การรับประทานธาตุเหล็กโดยไม่ทราบสาเหตุอาจทำให้การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงล่าช้า เช่น ผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียอาจมีเม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก แต่ไม่ได้ขาดธาตุเหล็ก หรือผู้ที่เสียเลือดในทางเดินอาหารอาจได้รับการรักษาเพียงปลายเหตุ ขณะที่ผู้ที่มีภาวะเหล็กเกินหรือโรคบางชนิดอาจได้รับผลเสียจากการสะสมธาตุเหล็กเพิ่มเติม
หากพบว่าขาดธาตุเหล็ก แพทย์จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุ เพราะภาวะขาดธาตุเหล็กอาจเป็นภาวะปลายเหตุ ไม่สามารถบอกได้ว่าธาตุเหล็กหายไปไหนหรือได้รับไม่พอเพราะเหตุใด สาเหตุอาจมาจากการรับประทานไม่เพียงพอ ความต้องการเพิ่มขึ้น การดูดซึมผิดปกติ หรือการเสียเลือดเรื้อรัง
การให้ธาตุเหล็กโดยไม่แก้สาเหตุอาจทำให้กลับมาขาดซ้ำและพลาดโรคสำคัญที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในผู้ชาย ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน หรือผู้ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาการเสียเลือดหรือโรคในระบบทางเดินอาหารเพิ่มเติม
การตรวจวินิจฉัยภาวะขาดธาตุเหล็ก
หากสงสัยว่าขาดธาตุเหล็ก การตรวจเลือดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หรือ Complete blood count (CBC) เพื่อดูระดับฮีโมโกลบิน ขนาดและลักษณะของเม็ดเลือดแดง รวมถึงการตรวจระดับ Ferritin เพื่อประเมินธาตุเหล็กที่สะสมอยู่ในร่างกาย
นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจตรวจเกี่ยวกับการขนส่งธาตุเหล็กเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น serum iron, total iron binding capacity (TIBC) และ transferrin saturation โดยไม่ควรแปลผลจากค่า serum iron เพียงค่าเดียว เนื่องจากระดับสามารถเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา อาหาร และภาวะเจ็บป่วยได้
Ferritin เป็นโปรตีนที่ใช้เก็บธาตุเหล็ก ระดับ Ferritin ในเลือดจึงช่วยสะท้อนปริมาณธาตุเหล็กสะสม หากค่าต่ำมักสนับสนุนว่ามีภาวะขาดธาตุเหล็ก อย่างไรก็ตาม Ferritin สามารถเพิ่มขึ้นได้เมื่อมีการติดเชื้อ การอักเสบ หรือโรคเรื้อรัง ดังนั้น ค่าที่อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือสูงจึงไม่ได้ตัดภาวะขาดธาตุเหล็กออกเสมอไป
แพทย์ต้องพิจารณาผลตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกับอาการ จึงไม่ควรแปลผลจากตัวเลขเพียงค่าเดียว
แม้คนที่ไม่มีอาการก็สามารถตรวจพบภาวะขาดธาตุเหล็กได้ เนื่องจากร่างกายจะค่อย ๆ ใช้ธาตุเหล็กสะสมก่อนที่ระดับฮีโมโกลบินจะลดลง ผู้ป่วยจึงอาจมี Ferritin ต่ำโดยที่ยังไม่มีอาการและยังไม่เกิดภาวะโลหิตจาง อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคนเป็นประจำ การตรวจควรพิจารณาตามปัจจัยเสี่ยง เช่น ตั้งครรภ์ ประจำเดือนออกมาก เด็กที่มีภาวะเสี่ยง รับประทานอาหารจำกัด บริจาคเลือดบ่อย มีโรคเรื้อรัง หรือมีประวัติเสียเลือด
อาหารและการป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็ก
แหล่งธาตุเหล็กจากสัตว์ ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อหมู เนื้อไก่ อาหารทะเล ไข่แดง ตับ เลือด และเครื่องใน ส่วนแหล่งธาตุเหล็กจากพืช ได้แก่ ถั่วต่าง ๆ เต้าหู้ งา เมล็ดพืช ผักใบเขียวเข้ม และธัญพืชเต็มเมล็ด
ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุล ไม่จำเป็นต้องรับประทานเครื่องในปริมาณมากหรือบ่อยเกินไป โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสม
ธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ส่วนหนึ่งอยู่ในรูป “ฮีมไอรอน (Heme iron)” ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ค่อนข้างดี ส่วนธาตุเหล็กจากพืชเป็น “นอนฮีมไอรอน (Non-heme iron)” ซึ่งดูดซึมได้น้อยกว่าและได้รับผลจากอาหารที่รับประทานร่วมกันมากกว่า
ผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชจึงควรเลือกแหล่งธาตุเหล็กหลายชนิด รับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี และหลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือแคลเซียมในมื้อเดียวกัน เนื่องจากส่งผลให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง
วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดนอนฮีมจากพืชได้ จึงอาจรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับผลไม้หรือผักที่มีวิตามินซี เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ มะเขือเทศ หรือพริกหวาน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่รับประทานยาธาตุเหล็กไม่จำเป็นต้องซื้อวิตามินซีเสริมทุกราย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เป็นหลัก
ในช่วงที่รับประทานธาตุเหล็ก ควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ โกโก้ นม ผลิตภัณฑ์ที่มีแคลเซียม ยาลดกรด และอาหารบางชนิดที่มีไฟเตตสูง เนื่องจากอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมยาธาตุเหล็ก และแยกเวลาออกจากกันประมาณ 1–2 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
โดยทั่วไป ธาตุเหล็กดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง แต่อาจทำให้คลื่นไส้หรือปวดท้อง จึงสามารถให้รับประทานพร้อมหรือหลังอาหารได้ ไม่ควรหยุดยาเอง ควรแจ้งแพทย์เพื่อปรับวิธีรับประทาน ชนิดยา หรือขนาดยาตามความเหมาะสม
เมื่อไหร่ควรตรวจเลือด
อาการเหนื่อยง่าย ซีด เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ผมร่วง เล็บเปราะ หรืออยากเคี้ยวน้ำแข็ง อาจพบในภาวะขาดธาตุเหล็กได้ แต่ไม่มีอาการใดใช้ยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์และพิจารณาตรวจเลือดเมื่อมีอาการต่อเนื่องหรือรบกวนการใช้ชีวิต สังเกตว่าซีดลง เหนื่อยหรือใจสั่นผิดปกติ มีประจำเดือนออกมากหรือมานาน มีเลือดออกผิดปกติ อุจจาระดำ หรืออุจจาระมีเลือดปน
ควรตรวจเลือดคัดกรองในรายที่มีความเสี่ยงตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น สตรีตั้งครรภ์ เด็กในวัยเจริญเติบโต หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก เคยตรวจพบโลหิตจางหรือเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก หรือรับประทานธาตุเหล็กแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำ
ไม่ควรวินิจฉัยภาวะขาดธาตุเหล็กจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะอาการหลายอย่างอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินและรักษา และไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กต่อเนื่องโดยไม่ได้ตรวจประเมิน เพราะการรักษาที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงเติมธาตุเหล็กให้เพียงพอ แต่ต้องค้นหาและแก้ไขสาเหตุร่วมกัน เพื่อรักษาภาวะขาดธาตุเหล็กให้หายขาดและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
.
ขอบคุณข้อมูลจาก :อ.พญ.ศุภาพิชญ์ จันทร์ทอง สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
#ขาดธาตุเหล็ก #โลหิตจาง #เหนื่อยง่าย #ใจสั่น #หน้ามืด #สุขภาพน่ารู้ #แพทย์มช #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU