mourning ribbon

จริงไหม? กินหวานทุกวัน “เลือดอาจกลายเป็นไขมัน” แพทย์ มช. เตือน ไตรกลีเซอไรด์สูง เสี่ยงตับอ่อนอักเสบถึงชีวิต

จริงไหม? กินหวานทุกวัน “เลือดอาจกลายเป็นไขมัน” แพทย์ มช. เตือน ไตรกลีเซอไรด์สูง เสี่ยงตับอ่อนอักเสบถึงชีวิต

.

“เลือดสีขาวเหมือนไขมันหมู” หลายคนอาจเคยเห็นภาพนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย และสงสัยว่าเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ เกิดขึ้นได้จริง และไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภาวะนี้อาจเกิดจาก ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูงมากผิดปกติ ซึ่งหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน และในรายที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

.

เลือดกลายเป็นสีขาว เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เมื่อเจาะเลือดตรวจสุขภาพ บางรายอาจพบว่าเลือดหรือพลาสมามีลักษณะ ขาวขุ่นคล้ายไขมัน ซึ่งเกิดจากการมี ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก โดยมักพบเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยทั่วไป ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่เหมาะสมควร ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 200–499 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่ามีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ตั้งแต่ 500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก

หากสูงเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เลือดอาจมีลักษณะขาวขุ่นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะไขมันในเลือดสูงระดับรุนแรง

.

อันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงตับอ่อนอักเสบและเสียชีวิตได้

ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมาก ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในผลตรวจเลือด แต่สามารถกระตุ้นให้เกิด ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

.

อาการของภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

• ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงซ้าย ปวดร้าวไปด้านหลัง

• คลื่นไส้ อาเจียน

• มีไข้

• ท้องอืด

• ถ่ายเหลว หากมีภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันแบบรุนแรง อาจทำให้อวัยวะสำคัญทำงานล้มเหลว เช่น ไตวาย การหายใจล้มเหลว หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเรื้อรัง ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

.

บางคนไม่มีอาการ แต่ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก อาจพบ ตุ่มไขมันสะสมใต้ผิวหนัง ตุ่มเหล่านี้มักมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สีเหลืองอมส้ม พบได้บริเวณก้น สะโพก ข้อศอก หัวเข่า ต้นขา ไหล่ และหลังส่วนบน บางรายอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย ผื่นนูนนี้สามารถยุบลงได้เมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง

.

กินหวาน ทำไมถึงกลายเป็นไขมันในเลือด?

หลายคนเข้าใจว่า “ไขมันในเลือดสูง” เกิดจากการกินของมันเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว การรับประทานน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกัน

.

เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้เป็น ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งสะสมไว้ในตับ และปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น อาหารที่ควรระวัง ได้แก่

• ข้าวขาว

• ขนมปังขาว

• ขนมเบเกอรี่ต่าง ๆ เช่น เค้ก คุกกี้ โดนัท

• บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

• เส้นพาสต้าทั่วไป

• น้ำผลไม้

• เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล

.

ไม่ใช่แค่ของหวาน…ของมันก็เพิ่มไตรกลีเซอไรด์ได้

อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์ สามารถกระตุ้นให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เช่น

• เนื้อสัตว์ติดมัน

• หมูสามชั้น

• หนังหมู หนังไก่ หนังเป็ด

• ไส้กรอกและเนื้อสัตว์แปรรูปต่าง ๆ

• กะทิ

• น้ำมันปาล์ม

• น้ำมันมะพร้าว

• เนยเทียม

• ครีมเทียม

• เบเกอรี่บางชนิด

• อาหารทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ ๆ

• อาหารฟาสต์ฟู้ด

.

นอกจากนี้ ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงยังอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคอ้วน โรคไตวาย ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ รวมถึงยาบางชนิด เช่น ฮอร์โมนเพศ สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยากดภูมิคุ้มกัน และยารักษาสิวบางชนิด

.

ใครบ้างที่ควรตรวจไขมันในเลือด?

เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทยจึงแนะนำให้ประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจคัดกรองภาวะไขมันผิดปกติในเลือด แม้จะไม่มีอาการก็ตาม

.

การตรวจครั้งแรกมักประกอบด้วย

• ระดับไตรกลีเซอไรด์

• โคเลสเตอรอลรวม

• โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

.

ซึ่งสามารถนำไปคำนวณหาระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ได้ ลดไตรกลีเซอไรด์ เริ่มได้จากการปรับพฤติกรรม

การดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และลดความเสี่ยงของโรคได้ โดยควร

• ลดอาหารหวานและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เลือกข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต ถั่ว และพืชหัว

• ลดน้ำตาลให้ไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน

• ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์

เพิ่มการรับประทานปลาที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาอินทรี และปลาช่อน

.

หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5–10 ของน้ำหนักตัว ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แม้ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่หากปล่อยให้ระดับไขมันสูงมาก อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคู่กับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนัก จะช่วยลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.พญ. เมตตาภรณ์ พรพัฒน์กุล ประธานทีมนำทางคลินิก (clinical lead team) ในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ อาจารย์หน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. #เลือดอาจกลายเป็นไขมัน

#ไตรกลีเซอไรด์สูง #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช. #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmuในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedcmu