จับตา “ไข้กาฬหลังแอ่น” โรครุนแรงอาจเสียชีวิตรวดเร็ว แพทย์ มช. แนะวิธีป้องกัน
.
โรคติดเชื้อที่พบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูงอย่าง “ไข้กาฬหลังแอ่น” กำลังถูกจับตามองอีกครั้ง หลังมีรายงานการระบาดในต่างประเทศ ขณะที่แพทย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือนว่าโรคนี้สามารถดำเนินอาการอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมงผู้ป่วยอาจทรุดหนักถึงขั้นเสียชีวิตได้ พร้อมแนะวิธีสังเกตอาการและการป้องกันที่สำคัญ
.
รศ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียที่แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูง และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถก่อให้เกิดได้ทั้งเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยโรคมักดำเนินอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีอาการทรุดลงภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
.
ในด้านระบาดวิทยา โรคไข้กาฬหลังแอ่นพบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะใน เด็กเล็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว รวมถึงผู้ที่ไม่มีม้ามหรือมีการทำงานของม้ามบกพร่อง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิบางชนิด เชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่ผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจ เช่น การไอ จาม การจูบ หรือการใช้ของร่วมกัน โดยสถานที่ที่มีคนอยู่อย่างแออัด เช่น โรงเรียน หอพัก หรือสถานบันเทิง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดการระบาดของโรค
.
เชื้อ Neisseria meningitidis มีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ A, B, C, W, X และ Y โดยสายพันธุ์ B เป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดการระบาดในหลายประเทศทั่วโลก เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงประเทศไทย ขณะที่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา หรือที่เรียกว่า meningitis belt และประเทศแถบตะวันออกกลาง มักพบสายพันธุ์ A, C, W และ Y เป็นหลัก
.
อาการของโรคในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และคลื่นไส้ แต่เมื่อโรคลุกลาม ผู้ป่วยอาจมีอาการ คอแข็ง ซึมลง สับสน กลัวแสง ชัก หรือมีผื่นจ้ำเลือดที่กดไม่จาง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของภาวะรุนแรงของโรค โดยการดำเนินโรคอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
.
สำหรับการวินิจฉัยโรค แพทย์จะพิจารณาจากอาการทางคลินิกร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจหาเชื้อ การเพาะเชื้อจากเลือดหรือสารคัดหลั่ง รวมถึงการตรวจด้วยวิธีทางโมเลกุล ซึ่งช่วยยืนยันการติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว
.
การรักษาโรคไข้กาฬหลังแอ่นจำเป็นต้องให้ ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจต้องดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต นอกจากนี้ ผู้สัมผัสใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมห้อง อาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคหลังการสัมผัสร่วมด้วย
.
ในด้านการป้องกัน สามารถทำได้โดย หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน ล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการป่วย และสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
.
นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง โดยปัจจุบันในประเทศไทยมีวัคซีน 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันสายพันธุ์ B และสายพันธุ์ ACWY ซึ่งควรเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยง เช่น ผู้ที่วางแผนเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของสายพันธุ์ B เป็นหลัก ควรพิจารณารับวัคซีนป้องกันสายพันธุ์ B โดยเฉพาะหากต้องพักในหอพักนักศึกษา หรืออยู่ในสถานที่แออัด
ส่วนผู้ที่วางแผนเดินทางไปพื้นที่ที่มีการระบาดของสายพันธุ์ A, C, W และ Y เช่น ประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา หรือผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธี ฮัจย์ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ควรได้รับวัคซีนป้องกันสายพันธุ์ ACWY ซึ่งมักเป็นข้อกำหนดก่อนเข้าประเทศ
.
สำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทย แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันสายพันธุ์ B เป็นหลัก โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่มีม้าม ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกลุ่มเด็กเล็กและวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงตามอายุ
.
รายงานล่าสุดในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 พบการระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นใน สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในพื้นที่ เขต Kent ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งพบผู้ป่วยในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 23 ราย (ยืนยันแล้ว 20 ราย) และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบเชื้อสายพันธุ์ B การระบาดดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมรวมกลุ่มในสถานที่ปิดช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้เกิดกลุ่มเสี่ยงในสถานศึกษาและชุมชนที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง
.
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศอังกฤษได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ทั้งการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันในผู้สัมผัสใกล้ชิด และการฉีดวัคซีนสายพันธุ์ B ให้กับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะนักศึกษาที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้การระบาดยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด และยังไม่พบการแพร่กระจายในวงกว้าง
.
สำหรับสถานการณ์ของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงและเป็นโรคที่ต้องรายงานตามกฎหมาย
.
รศ.ดร.พญ.ทวิติยา ย้ำว่า “ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคที่มีความรุนแรงและดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรเลือกให้เหมาะสมกับพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้”
.
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
#ไข้กาฬหลังแอ่น#สุขภาพดีกับหมอสวนดอก #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmuในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedcmu
