mourning ribbon

🔥 แพทย์ มช. เตือน หน้าร้อนเสี่ยง “พิษสุนัขบ้า” ระบาดหนัก อย่าชะล่าใจ

🔥 แพทย์ มช. เตือน หน้าร้อนเสี่ยง “พิษสุนัขบ้า” ระบาดหนัก อย่าชะล่าใจ

หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช. เตือนประชาชนให้ระวัง “โรคพิษสุนัขบ้า” ในช่วงฤดูร้อน ปีนี้มีแนวโน้มร้อนกว่าปีก่อน อุณหภูมิสูงสุดอาจแตะ 42–43 องศาฯ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ชี้อากาศร้อนจัดทำให้สัตว์หงุดหงิดง่าย เพิ่มความเสี่ยงถูกกัดหรือข่วน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต และข้อมูลจำนวนสัตว์ที่เป็นพิษสุนัขบ้า ในต้นปี 2569 ก็สูงกว่าช่วงเดียวกันในปี 2568

ผศ.นพ.บริบูรณ์ เชนธนากิจ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies virus) ซึ่งเป็นเชื้อในกลุ่ม RNA virus genus Lyssavirus ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบเฉียบพลัน ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล เมื่อแสดงอาการแล้วผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะเสียชีวิต การติดเชื้อส่วนมากเกิดจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดหรือข่วน ส่วนน้อยเกิดจากการทานเนื้อสัตว์ที่ป่วยเป็นพิษสุนัขบ้า โดยเชื้อไวรัสจะออกมาในน้ำลายสัตว์ที่ป่วย และเข้าสู่บาดแผลที่ถูกกัดทะลุชั้นผิวหนัง หรือบาดแผลที่ถูกข่วนจนเกิดรอยถลอกหรือเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุ เช่น ริมฝีปาก จมูก และดวงตา  จากนั้นจะเดินทางตามเส้นประสาท เข้าสู่สมอง และเกิดอาการสมองอักเสบในที่สุด แม้ชื่อโรคจะทำให้เข้าใจว่าเกิดเฉพาะในสุนัข แต่แท้จริงแล้วสามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น แมว ลิง กระรอก หนู ค้างคาว วัว ควาย ม้า และสุกร รวมถึงมนุษย์ด้วย โดย “สุนัข” ยังเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ และพบบ่อยที่สุด
โรคพิษสุนัขบ้ามีระยะฟักตัวเฉลี่ย 1–3 เดือน บางรายอาจสั้นเพียงไม่ถึง 7 วัน หรือยาวนานเกิน 1 ปี อาการเริ่มต้น ได้แก่ ปวดแสบปวดร้อน เจ็บแปลบ ชา หรือคันบริเวณแผล มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย กระวนกระวาย ซึมเศร้า เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน เช่น ไวต่อสิ่งกระตุ้น กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อหดเกร็งรุนแรง จนมีอาการเหมือน “กลัวน้ำ” เนื่องจากลำคอเกร็ง ทำให้เจ็บเวลากลืน จึงมีน้ำลายมาก มีเหงื่อออกมาก ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิต”

ผศ.นพ.บริบูรณ์ แนะนำว่า “หากถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด ข่วน หรือถูกเลียบริเวณแผลเปิด ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ร่วมกับสบู่ให้ลึกถึงก้นแผลอย่างน้อย 15 นาที จากนั้นเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หรือแอลกอฮอล์ 70% และรีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อพิจารณารับวัคซีน โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย สามารถฉีดได้ทั้งแบบเข้ากล้ามเนื้อ ครั้งละ 1 dose  จำนวน 5 ครั้ง หรือเข้าในชั้นผิวหนัง ครั้งละ 2 ตำแหน่ง จำนวน 4 ครั้ง ตามข้อมูลพบว่าในช่วง 7-10 วันหลังได้รับวัคซีน dose แรก ร่างกายจึงจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรค ในกรณีแผลลึก มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกค้างคาวกัด และไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน จำเป็นต้องฉีดเซรุ่ม (Immunoglobulin) ร่วมด้วยเพื่อป้องกันโรคทันทีก่อนที่ร่างกายจะสามารถมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน”

อาจารย์เน้นย้ำว่า ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่สงสัยว่าป่วย นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนทุกปี และหากมีความเสี่ยงสูง ควรพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แบบล่วงหน้าก่อนได้รับเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้เร็วมากจนไม่จำเป็นต้องฉีดเซรุ่ม หลังถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด

ฤดูร้อนปีนี้ นอกจากดูแลสุขภาพจากอากาศร้อนแล้ว อย่าลืมระวังภัยเงียบอย่าง “โรคพิษสุนัขบ้า” เพราะเพียงถูกกัดหรือข่วนเล็กน้อย อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ หากถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด หรือข่วนควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับวัคซีนอย่างทันท่วงที

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU#โรคพิษสุนัขบ้า