
ปวดประจำเดือน เลือดออกผิดปกติ ระวัง “เนื้องอกในมดลูก”
อาการปวดท้องหรือมีเลือดออกมากขณะมีประจำเดือนที่สตรีหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกตินั้น หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือมีความรุนแรงจนส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของ “เนื้องอกมดลูก” ซึ่งเนื้องอกมดลูกสามารถตรวจพบได้ถึงร้อยละ 20–25 ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ และกลุ่มอายุที่พบได้บ่อย คือช่วงอายุ 30–50 ปี
.
เนื้องอกมดลูกคืออะไร
เนื้องอกมดลูก (uterine fibroid หรือ myoma uteri) เป็นก้อนเนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มีปัจจัยกระตุ้น เช่น ฮอร์โมนเพศ พันธุกรรม และภาวะน้ำหนักเกิน เนื้องอกมดลูกจัดว่าเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา มีการเจริญเติบโตช้า ดังนั้นจึงไม่ใช่มะเร็งหรือเนื้อร้ายแต่อย่างใด
.
ชนิดของเนื้องอกมดลูก
เนื้องอกมดลูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่
1. เนื้องอกที่ยื่นออกนอกมดลูก ส่วนใหญ่ไม่มีทำให้เกิดมีอาการผิดปกติ แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่อาจมีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียงในอุ้งเชิงกราน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้และทวารหนักได้
2. เนื้องอกที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก มักทำให้มีเลือดประจำเดือนออกมากหรือนานผิดปกติ
3. เนื้องอกในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (พบบ่อยที่สุด) ทำให้เกิดอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนได้มาก และหากก้อนโตขึ้นเบียดเข้าไปในโพรงมดลูกก็จะทำให้มีเลือดประจำเดือนออกมากได้ด้วยเช่นเดียวกับชนิดที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก สามารถพบได้ว่าสตรีบางรายอาจมีเนื้องอกมากกว่าหนึ่งก้อน หรือมากกว่าหนึ่งชนิดร่วมกัน
.
อาการและสัญญาณเตือน
• ปวดประจำเดือนมากหรือปวดหน่วงท้องน้อยเรื้อรัง
• ประจำเดือนออกมากต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ หรือออกนานเกิน 7 วัน
• ปัสสาวะบ่อย ท้องผูกเรื้อรัง
• หน้าท้องโตขึ้นหรือคลำพบก้อนบริเวณท้องน้อย
.
อย่างไรก็ตามสตรีที่มีเนื้องอกมดลูกก็อาจไม่พบมีความผิดปกติดังกล่าวก็เป็นไปได้ ซึ่งสามารถพบได้ถึงร้อยละ 50 ส่วนใหญ่เป็นการตรวจพบโดยบังเอิญขณะตรวจภายในประจำปี ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเข้ารับการตรวจภายใน เพื่อประเมินความผิดปกติของมดลูกและรังไข่เป็นประจำทุกปี
.
คำถามที่ผู้หญิงสงสัย…เนื้องอกในมดลูก VS มะเร็ง ต่างกันอย่างไร
เนื้องอกมดลูกมีลักษณะโตช้า ไม่ลุกลามไปอวัยวะอื่น และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งน้อยมากๆ (ต่ำกว่าร้อยละ 1) ในขณะที่มะเร็งมดลูกมักโตเร็ว ส่วนใหญ่มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือนร่วมด้วย และอาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงได้
.
เนื้องอกในมดลูก VS การมีบุตร
เนื้องอกในมดลูกไม่ได้เป็นสาเหตุของภาวะมีบุตรยากเสมอไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก โดยที่จะมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์คือชนิดที่ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะเป็นตำแหน่งให้ตัวอ่อนฝังตัวได้อย่างปกติ ส่งผลให้ไม่เกิดการตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์ได้อาจทำให้แท้งบุตร หรือคลอดก่อนกำหนดได้ นอกจากนี้ก้อนเนื้องอกอาจขัดขวางการคลอดทางช่องคลอดหรือทำให้ทารกอยู่ในท่าปกติ (เช่น ท่าขวาง หรือท่าก้น) ทำให้เพิ่มโอกาสที่จะได้รับการผ่าตัดคลอดมากขึ้น สตรีที่มีเนื้องอกมดลูก หากวางแผนที่จะตั้งครรภ์ แนะนำให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อช่วยประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
.
เมื่อใดควรไปพบแพทย์
สตรีที่มีประจำเดือนออกมากหรือนานผิดปกติ มีเลือดออกผิดปกติระหว่างรอบเดือน มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรมาให้สูตินรีแพทย์ทำการตรวจภายในร่วมกับการอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อการวินิจฉัย ในสตรีที่อายุน้อยและไม่เคยมีเพศสัมพันธ์สามารถตรวจอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจภายใน
.
แนวทางการดูแลรักษา
การรักษาขึ้นอยู่กับอาการแสดง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามชนิด จำนวนและขนาดก้อนเนื้องอก
• กรณีที่ไม่มีอาการผิดปกติหรือตรวจพบโดยบังเอิญ แนะนำตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์เพื่อติดตามขนาดของก้อน ทุก 6-12 เดือน
• กรณีที่มีอาการไม่รุนแรงมาก สามารถให้การรักษาด้วยยาบรรเทาอาการปวดและยาลดปริมาณประจำเดือนได้ในขณะที่มีรอบเดือน การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดต่างๆไม่ว่าจะเป็นชนิดรับประทาน ยาฉีด หรือยาฝังสามารถลดอาการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อมดลูก แต่ไม่ได้ช่วยลดขนาดของก้อนเนื้องอกแต่อย่างใด
• กรณีที่มีอาการรุนแรงมากและรักษาด้วยยาไม่ได้ผล ให้พิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด โดยหากต้องการมีบุตรแนะนำให้ผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก ซึ่งสามารถทำได้ทั้งแบบเปิดหน้าท้อง ผ่าตัดผ่านกล้องทางหน้าท้องและผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องคลอดขี้นอยู่กับจำนวนและชนิดของเนื้องอกมดลูกที่ตรวจพบ การรักษาด้วยการตัดมดลูกจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้วเท่านั้น
.
ทั้งนี้สูตินรีแพทย์จะให้คำแนะนำและพิจารณาทางเลือกของวิธีการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ย้ำ! เนื้องอกมดลูกไม่ได้เป็นเรื่องของมะเร็ง และมีโอกาสน้อยมากๆที่จะกลายเป็นมะเร็งในอนาคต สุขภาพที่ดี…เริ่มจากการหมั่นสังเกตและตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ผศ.พญ.อุบล แสงอนันต์ รองหัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียงโดย: นางสาวนันทพร ระบิน นักประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารองค์กร และนางสาวพัทธ์ธีรา สุรเสกข์ ตำแหน่งนักศึกษาฝึกประสบการณ์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ภาพ/ข่าว: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
