
อาจารย์แพทย์ มช. เตือน! “เห็บ” ไม่ใช่เรื่องของหมาแมวอีกต่อไป
รู้จัก SFTS โรคจากเห็บ คนติดได้ ไข้สูง–เกล็ดเลือดต่ำ อาจรุนแรงถึงชีวิต
หลายคนอาจมองว่า “เห็บ” เป็นเพียงปัญหาที่พบในสุนัขและแมว แต่ในความเป็นจริง เห็บบางชนิดสามารถเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่คนได้ โดยหนึ่งในโรคที่ประชาชนควรรู้จัก คือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) หรือโรคไข้รุนแรงร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
.
อ.พญ.อาทิตยา หลวงนรา อาจารย์ประจำหน่วยโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรค SFTS เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ โดยเชื้อสามารถหมุนเวียนอยู่ในธรรมชาติระหว่างเห็บ สัตว์ และคน มีรายงานการพบโรคในหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันตัวเลขผู้ป่วยที่อยู่ในระบบเฝ้าระวัง ตั้งแต่ปี 2568-2569 จำนวนทั้งสิ้น 6 ราย เสียชีวิตแล้ว 5 ราย (ภาคเหนือพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่จ.เพชรบูรณ์) โดยบริเวณบ้านของผู้เสียชีวิตพบเห็บจำนวนมาก และตรวจพบเชื้อไวรัส SFTS (SFTSV) ในเห็บสุนัขที่เก็บจากบริเวณดังกล่าว รวมถึงจากสุนัขที่เลี้ยงไว้
.
เชื้อไวรัส SFTS (SFTSV) ติดต่อคนได้ทางช่องทางสำคัญคือ การถูกเห็บที่มีเชื้อกัด นอกจากนี้ ยังอาจติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์หรือผู้ติดเชื้อ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์ที่กำลังป่วยโดยตรง หากจำเป็นต้องสัมผัสควรมีการป้องกันอย่างเหมาะสม
กลุ่มที่ควรเพิ่มความระมัดระวัง ได้แก่ ผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ที่มีเห็บ เช่น บริเวณหญ้ารก พุ่มไม้ ฟาร์ม หรือพื้นที่ที่มีสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์
.
หลังได้รับเชื้อ อาจใช้เวลาประมาณ 5–14 วัน ก่อนเริ่มมีอาการ โดยอาการที่ควรสังเกต ได้แก่
• ไข้สูง
• อ่อนเพลีย
• ปวดศีรษะ
• คลื่นไส้ อาเจียน
• ปวดท้อง
• ถ่ายเหลว
• ซึมลง หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
.
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจพบ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ การทำงานของตับผิดปกติ และการทำงานของไตผิดปกติ
.
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ
สำหรับ ผู้เลี้ยงสัตว์ ควร
• ตรวจหาเห็บบนตัวสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ
• ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดและป้องกันเห็บตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
• ไม่ใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บ
• หากสัตว์ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งโดยตรง
สำหรับ ผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควร
• หลีกเลี่ยงบริเวณหญ้าสูงและพุ่มไม้
• สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และรองเท้าหุ้มส้น
• ใช้สารป้องกันแมลงตามคำแนะนำ
• หลังกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรตรวจดูร่างกายและเสื้อผ้าว่ามีเห็บเกาะหรือไม่ และทำความสะอาดเสื้อผ้า
.
หากมีประวัติ ถูกเห็บกัด หรือสัมผัสสัตว์ที่สงสัยว่าป่วย แล้วในช่วงต่อมามีไข้สูง อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้แพทย์ทราบ เพราะ การรู้ประวัติเสี่ยงตั้งแต่ต้น อาจช่วยให้แพทย์พิจารณาการตรวจและดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม แม้ “เห็บ” จะมีขนาดเล็ก แต่ความเสี่ยงต่อสุขภาพไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดสัตว์ หรือใช้ชีวิตและทำกิจกรรมในพื้นที่ที่มีเห็บชุก”
.
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
# SFTS โรคจากเห็บ #สุขภาพน่ารู้ #ความรู้สุขภาพ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU
