mourning ribbon

คณะแพทยศาสตร์ มช. เตือน “โรคไข้ดิน” คร่าชีวิตเงียบช่วงหน้าฝนพัฒนาชุดตรวจรู้ผลไว 3 ชั่วโมง เพิ่มโอกาสรอด

คณะแพทยศาสตร์ มช. เตือน “โรคไข้ดิน” คร่าชีวิตเงียบช่วงหน้าฝนพัฒนาชุดตรวจรู้ผลไว 3 ชั่วโมง เพิ่มโอกาสรอด  

.

คณะแพทยศาสตร์ มช. เตือนประชาชนเฝ้าระวัง “โรคเมลิออยโดสิส” หรือ “โรคไข้ดิน” ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่มักพบการระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมกันนี้ยังได้พัฒนานวัตกรรมชุดตรวจวินิจฉัยแบบรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี CRISPR-BP34 ที่สามารถทราบผลได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

.

ผศ.นพ.ปรเมษฐ์ วินิจจะกูล อาจารย์ประจำหน่วยโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดิน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียBurkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ทั่วไปในดินและน้ำ โดยเฉพาะดินโคลนหรือดินชื้นในนาข้าวและแหล่งน้ำขัง เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัสดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อผ่านบาดแผลบริเวณผิวหนัง การสูดดมฝุ่นดิน รวมถึงการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนดินหรือน้ำที่มีเชื้อ ผู้ป่วยอาจมีอาการตั้งแต่ไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยไปจนถึงอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
บางส่วนจะเกิดเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ฝีหนองบริเวณตับ ม้าม ต่อมลูกหมาก หรือการติดเชื้อที่กระดูกและข้อ เป็นต้น  

.

ข้อมูลในประเทศไทยพบผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ยปีละกว่า 2,800 ราย และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 35–40 โดยกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เกษตรกร ผู้ที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต และโรคตับ”  

ผศ.นพ.ปรเมษฐ์ ระบุว่า “โรคดังกล่าวพบมากในช่วงฤดูฝนเนื่องจากน้ำฝนพาเชื้อจากใต้ดินขึ้นมาสู่ผิวดินและน้ำขัง อีกทั้งยังสามารถฟุ้งกระจายในอากาศ เพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ลุยน้ำหรือโคลนโดยไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกัน

.

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น หายใจหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือมีฝีหนองตามร่างกาย หากมีประวัติสัมผัสดินหรือน้ำภายใน 1–4 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากโรคอาจลุกลามรุนแรงและเสียชีวิตได้ภายใน 24–48 ชั่วโมงในบางราย  

.

ที่ผ่านมา การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการซึ่งใช้เวลานาน 2–7 วัน ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายเสียชีวิตก่อนทราบผล”  

.

ล่าสุด ทีมนักวิจัยจากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช.นำโดย ผศ.ดร.สมสกุล วงศ์ปาลีย์ ได้พัฒนาเทคโนโลยี CRISPR-BP34 สำหรับตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อโดยตรง ทำให้สามารถทราบผลได้ภายในประมาณ 3.3 ชั่วโมง  

.

ผศ.ดร.สมสกุล วงศ์ปาลีย์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ผลการทดสอบในผู้ป่วยกว่า 330 ราย พบว่าชุดตรวจดังกล่าวมีความไวร้อยละ 93.0 และความจำเพาะร้อยละ 96.8 อีกทั้งยังอ่านผลได้ง่ายผ่านแถบทดสอบแบบจุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน ทำให้สามารถนำไปใช้ได้ในสถานพยาบาลทุกระดับ นวัตกรรมนี้ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้รวดเร็วเริ่มการรักษาได้ทันท่วงที ลดความรุนแรงของโรค ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล และลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีทรัพยากรจำกัด

.  

พร้อมแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองในช่วงฤดูฝน โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง สวมรองเท้าบูทหรือถุงมือเมื่อจำเป็นต้องสัมผัสดินและน้ำ เช่น การปลูกข้าวหรือทำการเกษตร ดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารปรุงสุก และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังเกิดความเสี่ยง หากมีอาการผิดปกติหรือรู้สึกเจ็บป่วยไม่สบาย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสดินหรือน้ำหรืออาชีพที่อาจเกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างทันท่วงที”  

.

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 👇🏻

https://www.facebook.com/share/p/1C4ThTgRzq/

 

#ไข้ดิน#สุขภาพดีกับหมอสวนดอก #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmuในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedcmu