
ไทยตอนบนระวังอากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุด 42 องศาฯ
ร้อนจัด–ฝนฟ้าคะนองสลับกัน แพทย์ มช. ชี้วิธีดูแลร่างกายให้ปลอดภัย
.
จากกรณีที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือน ประเทศไทยจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยเฉพาะไทยตอนบนอุณหภูมิอาจสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และในบางพื้นที่ยังคงมี ฝนฟ้าคะนอง เกิดขึ้นได้ ซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้
.
ผศ.นพ.บริบูรณ์ เชนธนากิจ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช.เปิดเผยว่า “อุณหภูมิที่สูงมากระดับ 42 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นในการระบายความร้อน โดยร่างกายจะขับเหงื่อออกมากและสูญเสียน้ำ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเป็นลมได้ และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้น โรคลมแดด (Heat stroke) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
.
นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ ร้อนจัดสลับกับฝนฟ้าคะนอง อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้บางคนเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น ไข้หวัด โรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาการอ่อนเพลียจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด โรงพยาบาลมักพบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับความร้อนเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) ภาวะขาดน้ำ หน้ามืดเป็นลม หรืออาการอ่อนเพลียจากการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
.
สำหรับกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร คนงานก่อสร้าง หรือผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแดดเป็นเวลานาน
.
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งควรหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 11.00–15.00 น. หากจำเป็นต้องทำงาน ควรพักเป็นระยะ ดื่มน้ำบ่อย ๆ สวมหมวกและเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี รวมถึงหาที่ร่มพักเป็นช่วง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากความร้อน”
.
ผศ.นพ.บริบูรณ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “โรคลมแดด หรือ Heat stroke เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการตัวร้อนจัด ผิวหนังแดง ไม่มีเหงื่อ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ สับสน หรือหมดสติ ซึ่งแตกต่างจาก ภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) ที่มักมีอาการอ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก หน้ามืด และวิงเวียนศีรษะ
.
หากพบว่ามีอาการผิดปกติจากความร้อน เช่น หน้ามืด วิงเวียน ใจสั่น อ่อนเพลียผิดปกติ หรือเป็นลม ควรรีบพาผู้ป่วยไปอยู่ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้า เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และให้จิบน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
.
สำหรับการดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนจัด แนะนำให้ประชาชน ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ แม้จะไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และพักผ่อนให้เพียงพอ หากต้องออกกลางแจ้งควรสวมหมวกหรือกางร่มเพื่อป้องกันแสงแดด โดยทั่วไปควรดื่มน้ำอย่างน้อยประมาณ 6–8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้นหากมีการเสียเหงื่อมาก
.
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น”
.
นอกจากนี้ผศ.นพ.บริบูรณ์ ยังย้ำเตือนว่า “การอยู่ในห้องปรับอากาศแล้วออกไปเจออากาศร้อนด้านนอก อาจทำให้ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางคนอาจเกิดอาการไม่สบายตัวหรือเป็นหวัดได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่มี ฝนฟ้าคะนองสลับกับอากาศร้อน ซึ่งอาจทำให้โรคระบบทางเดินหายใจพบได้บ่อยขึ้น
.
ทั้งนี้ เด็กและผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
.
อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า ในช่วงที่ประเทศไทยมี อากาศร้อนจัดต่อเนื่อง ประชาชนควรดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการที่สงสัยว่าได้รับผลกระทบจากความร้อน ควรรีบพักในที่ร่มหรือปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ผ่านช่วงอากาศร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย“ผศ.นพ.บริบูรณ์ กล่าว.
เรียบเรียง: นันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmu
