mourning ribbon

แพทย์ มช. เตือนเฝ้าระวัง “อีสุกอีใส” แนะฉีดวัคซีนตั้งแต่วัยเด็ก ลดเสี่ยงระบาด

แพทย์ มช. เตือนเฝ้าระวัง “อีสุกอีใส” แนะฉีดวัคซีนตั้งแต่วัยเด็ก ลดเสี่ยงระบาด

อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เตือนประชาชนเฝ้าระวังโรคอีสุกอีใส หลังพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น พร้อมแนะนำให้ฉีดวัคซีนตั้งแต่วัยเด็กร่วมกับการดูแลรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค

ผศ.นพ.ปรเมษฐ์ วินิจจะกูล อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ สามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะใกล้ รวมถึงการสัมผัสตุ่มน้ำหรือของเหลวจากตุ่มน้ำและผื่นโดยตรง เชื้อสามารถฟุ้งกระจายในอากาศได้ เมื่อรับเชื้อแล้ว ผู้ป่วยมักเริ่มจากมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ก่อนจะมีผื่นตุ่มใสขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัว และกระจายไปทั่วร่างกาย โดยตุ่มจะค่อย ๆ ตกสะเก็ดและหายภายใน 1–2 สัปดาห์” โดยทั่วไป อีสุกอีใสมักพบในเด็ก และส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง สามารถหายได้เอง แต่ในบางราย

โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ในด้านการรักษา หากอาการไม่รุนแรงจะเน้นการดูแลตามอาการ เช่น ลดไข้ บรรเทาอาการคัน และป้องกันการเกาผื่นจนเกิดแผลติดเชื้อ แต่หากเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir ซึ่งจะได้ผลดีหากเริ่มรักษาในระยะต้นของโรค

ผศ.นพ.ปรเมษฐ์ เน้นย้ำว่า “การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ร่วมกับการฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสหากยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ไม่แนะนำในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง”

นอกจากนี้ หากพบผู้ป่วยในบ้านหรือสถานศึกษา ควรแยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่นจนกว่าตุ่มจะตกสะเก็ดทั้งหมด พร้อมดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ “หากสงสัยว่าตนเองป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส แล้วมีอาการไข้สูง ผื่นลุกลามรวดเร็ว ซึมลง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรหยุดงานหรือหยุดเรียน และรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะถึงแม้อาการของโรคจะไม่รุนแรง แต่แพร่ระบาดได้ง่าย และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน”ผศ.นพ.ปรเมษฐ์

กล่าวทิ้งท้าย เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU#โรคอีสุกอีใส