
แพทย์ มช. เตือน “มะเร็งถุงน้ำดี” ภัยเงียบในช่องท้อง พบช้าเสี่ยงรุนแรง
แนะกลุ่มเสี่ยงตรวจอัลตราซาวด์คัดกรอง
.
อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง “มะเร็งถุงน้ำดี” โรคร้ายที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว ส่งผลต่อโอกาสการรักษาและอัตราการรอดชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม
.
รศ.นพ.วรกิตติ ลาภพิเศษพันธุ์ อาจารย์ประจำหน่วยศัลยศาสตร์ระบบตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผนังถุงน้ำดีที่มีการแบ่งตัวผิดปกติ แม้พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่มีความรุนแรงสูง เนื่องจากระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้กว่า 80–90% ของผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลาม
.
ในด้านพันธุกรรม โรคนี้ ไม่ได้จัดเป็นมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง เหมือนมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคของมะเร็งของถุงน้ำดี หรือมีนิ่วในถุงน้ำดีหลายคนในครอบครัว อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยร่วมทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต
.
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดคือ “นิ่วในถุงน้ำดี” ซึ่งพบร่วมกับผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 70% โดยเฉพาะนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ได้แก่ ภาวะถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง และอายุที่มากขึ้น
.
กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาตรวจคัดกรอง ได้แก่ ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะนิ่วขนาดใหญ่ ,ผู้ที่มีถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ,ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 60–70 ปีขึ้นไป ,ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือไขมันในเลือดสูง ,ผู้ที่มีติ่งเนื้อ (polyp) ในถุงน้ำดี ,ผู้ที่มีความผิดปกติของทางเดินน้ำดีแต่กำเนิด และผู้ที่มีประวัติโรคถุงน้ำดีในครอบครัวหลายราย
.
อาการของโรคถุงน้ำดีในระยะเริ่มต้นมีลักษณะใกล้เคียงกันกับโรคกระเพาะ ทำให้ประชาชนสับสนได้ โดยนิ่วในถุงน้ำดีมักทำให้ปวดจุกแน่นลิ้นปี่หลังรับประทานอาหารมัน และอาจทุเลาได้เอง ขณะที่ถุงน้ำดีอักเสบจะปวดรุนแรงต่อเนื่อง มีไข้ และกดเจ็บชัดเจน ส่วนมะเร็งถุงน้ำดีมักมีอาการปวดตื้อเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ และอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองในระยะท้าย
.
อาการปวดที่พบบ่อยในผู้มีนิ่วเรียกว่า Biliary Colic คืออาการปวดใต้ชายโครงขวา ร้าวไปไหล่หรือสะบักหลัง มักเกิดหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังทานอาหารมือใหญ่ หรืออาหารที่มีไขมันสูง และอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอาหารไม่ย่อยหรือโรคกระเพาะ
.
ในด้านพฤติกรรมการกิน การรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งถุงน้ำดี แต่การกินอาหารไขมันสูง ไขมันอิ่มตัวสูง และพลังงานเกินความจำเป็น เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งถุงน้ำดีในระยะยาว ส่วนอาหารดิบมีความเกี่ยวข้องกับพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี มากกว่ามะเร็งถุงน้ำดี
.
สำหรับการตรวจวินิจฉัย การอัลตราซาวด์ช่องท้องเป็นวิธีคัดกรองเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่าย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจสุขภาพประจำปีและพิจารณาอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
.
อัตราการรอดชีวิตภายใน 5 ปีขึ้นอยู่กับระยะของโรคอย่างชัดเจน โดยระยะที่ 1 มีอัตรารอดชีวิตประมาณ 80% ระยะที่ 2 ประมาณ 45% ระยะที่ 3 ประมาณ 20% และระยะที่ 4 เหลือประมาณ 5% สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก”
.
รศ.นพ.วรกิตติ แนะนำว่าการลดความเสี่ยงสามารถทำได้ด้วยการควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ลดไขมันอิ่มตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีควรติดตามอาการกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต แนวทางการรักษามะเร็งถุงน้ำดี
.
ด้านแนวทางการรักษา รศ.นพ.วรกิตติ อธิบายว่า การเลือกวิธีรักษาจะพิจารณาจากระยะของโรค การกระจายของมะเร็ง และความพร้อมของร่างกายผู้ป่วย โดยหากตรวจพบในระยะเริ่มต้นยังจำกัดอยู่ที่ถุงน้ำดี การผ่าตัดถือเป็นวิธีหลักที่ให้โอกาสหายขาดได้สูงที่สุด แพทย์จะผ่าตัดนำถุงน้ำดีออก และในบางรายอาจต้องตัดเนื้อเยื่อตับบริเวณใกล้เคียงรวมถึงต่อมน้ำเหลือง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างครบถ้วน
.
“มะเร็งถุงน้ำดีถ้าพบเร็วและยังไม่ลุกลาม การผ่าตัดสามารถให้ผลการรักษาที่ดี โอกาสรอดชีวิตจะสูงกว่ามาก แต่ปัญหาคือผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการในระยะแรก จึงมาพบแพทย์เมื่อโรคไปไกลแล้ว” รศ.นพ.วรกิตติ กล่าว
.
สำหรับผู้ป่วยที่โรคลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง อาจต้องผ่าตัด ตัดท่อนำดียร่วมกับการตัดตับบางส่วน และเลาะต่อมน้ำเหลืองเพิ่มเติม โดยต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางระบบตับและทางเดินน้ำดี
.
ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือพบในระยะแพร่กระจาย การรักษาจะมุ่งเน้นการควบคุมโรคและลดอาการแทรกซ้อน เช่น การให้เคมีบำบัด การใช้ยามุ่งเป้าในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ รวมถึงการรักษาประคับประคอง เช่น การใส่ท่อระบายน้ำดีเพื่อลดอาการตัวเหลืองและลดการติดเชื้อ
.
“สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง และติดตามความผิดปกติของถุงน้ำดีอย่างต่อเนื่อง เพราะยิ่งพบเร็ว โอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีก็ยิ่งสูง” รศ.นพ.วรกิตติ กล่าวย้ำ
.
เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#มะเร็งถุงน้ำดี#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU
