mourning ribbon

คณะแพทยศาสตร์ มช. แถลงข่าวประจำปี 2568 โชว์ผลงานเด่นการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เดินหน้าสู่ความยั่งยืนระดับสากล

คณะแพทยศาสตร์ มช. แถลงข่าวประจำปี 2568

 

โชว์ผลงานเด่นการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เดินหน้าสู่ความยั่งยืนระดับสากล

 

คณะแพทยศาสตร์ มช. จัดงานแถลงข่าวประจำปี 2568 ชูผลงานเด่นรอบปี พร้อมเปิดทิศทางและโครงการสำคัญปี 2569 ครอบคลุมด้านการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม การบริการทางการแพทย์ พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาคณะฯ ภายใต้แนวคิดการสร้าง “สุขภาวะอย่างยั่งยืน” ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ นำโดย รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เป็นประธานแถลงข่าวและนำเสนอวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนคณะฯ

 

รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ในรอบปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของสังคม เพิ่มขีดความสามารถด้านการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ สำหรับปี 2569 คณะฯ เตรียมเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากร ระบบสุขภาพ และงานวิจัยเชิงบูรณาการ ภายใต้วิสัยทัศน์การสร้าง “สุขภาวะอย่างยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ชุมชน และสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว”

 

ยกระดับการศึกษา สร้าง “โรงเรียนแพทย์ในดวงใจ”

 

รศ.นพ.เอกรัฐ รัฐฤทธิ์ธำรง รองคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมการศึกษา ที่มุ่งพัฒนานักศึกษาแพทย์ให้มีสมรรถนะรอบด้าน ตอบโจทย์ระบบสุขภาพยุคใหม่      หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือ หลักสูตร MD Plus ซึ่งเป็นหลักสูตรสองปริญญา โดยในปี 2568 นักศึกษาแพทย์รุ่นแรกจำนวน 3 คน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพจาก University of Leeds สหราชอาณาจักร และกลับมาศึกษาต่อในชั้นปีที่ 5 ของหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต มช. ช่วยเสริมทักษะเชิงวิชาการ วิจัย และการคิดเชิงระบบ

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ MD Plus อื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ โครงการแพทย์นักวิทยาการข้อมูล โครงการปัญญาพัฒน์ และโครงการแพทย์นวัตกรรม อีกหนึ่งความก้าวหน้าคือ ระบบ CMU MEDiX (Medical Student Information and Experience) แพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมข้อมูลนักศึกษาแพทย์ไว้ในที่เดียว เพื่อสนับสนุนการดูแลและให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบรายบุคคล

 

พร้อมกันนี้ คณะฯ ยังได้นำ Digital OSCE มาใช้เป็นครั้งแรกในการสอบประเมินทักษะนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 โดยใช้ iPad แทนกระดาษ 100% ช่วยลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มความแม่นยำ และสอดคล้องกับนโยบายลดคาร์บอนของมหาวิทยาลัย”

 

 

การศึกษาหลังปริญญา ก้าวสู่เวทีนานาชาติ

 

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (MED CMU) ประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาทางการแพทย์ระดับโลก เผยยอดนักศึกษาต่างชาติพุ่ง และขยายฐานพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในจีนและลาว พร้อมชูยุทธศาสตร์ปี 2569 “สานต่อนโยบายเดิม เสริมความร่วมมือใหม่” เน้นผลิตดุษฎีบัณฑิตเฉพาะทางเพื่อพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย โดยการนำของ รศ.นพ. นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานวิชาการสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการบริหารที่พร้อมสานต่อรากฐานความร่วมมือที่ดีจากอดีตควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพสูงสู่สังคมโลก

 

รศ.ดร.นพ.อภิชาติ ตันตระวรศิลป์ รองคณบดีด้านการศึกษาหลังปริญญา คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้เปิดเผยทิศทางความร่วมมือในปี 2568 นี้ว่า “คณะฯ มีพันธมิตรเครือข่ายความร่วมมือ (MOU) รวม 11 แห่ง โดยมี 5 พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partners 2025) ที่มีความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่:

Guangxi University of Science and Technology (จีน)

Youjiang Medical University for Nationalities (จีน)

Wenzhou Medical University (จีน)

Hangzhou Medical College (จีน)

University of Health Sciences (สปป. ลาว)

 

ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านจำนวนนักศึกษาต่างชาติในปัจจุบันที่มีจำนวน 45 ราย จากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก (รวมยอดสะสมปี 2564-2568 ทั้งสิ้น 50 ราย) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานหลักสูตรของ MED CMU

 

นอกจากนี้ ในปี 2569 คณะฯ เตรียมขยายผลสู่มหาวิทยาลัย Kunming และ Southwest Medical University มุ่งเน้นหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) เฉพาะทางที่โดดเด่น เช่น ด้านอาชีวเวชศาสตร์ เพื่อพัฒนาบุคลากรสายวิชาการในระดับภูมิภาค และเตรียมจัดงานใหญ่ “MED CMU-YMUN Alumni Academic Forum” เพื่อกระชับสายใยศิษย์เก่าและต่อยอดงานวิจัยระดับสากล”

 

รศ.ดร.นพ. อภิชาติ ตันตระวรศิลป์ รองคณบดีด้านการศึกษาหลังปริญญา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความสำเร็จในการปรับตัวเข้าสู่การศึกษายุคใหม่ว่า “ตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ด้าน

 

สุขภาพ การแพทย์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ให้สามารถเข้าถึงได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านแพลตฟอร์ม Lifelong Education ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในกลุ่ม Medical Academy ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีความทันสมัย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ผู้เรียนทุกกลุ่ม

 

 

 

 

ซึ่งปัจจุบัน Medical Academy เปิดสอนแล้วมากกว่า 112 หลักสูตร ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้ด้านสุขภาพพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป ไปจนถึงเนื้อหาเฉพาะทางเชิงวิชาชีพสำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข โดยมีหลักสูตรที่เป็นจุดเด่นและทันสมัย

 

หลักสูตรสำหรับประชาชนทั่วไป อาทิ:หลักสูตรการปฐมพยาบาลสำหรับประชาชน หลักสูตรการป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุ หลักสูตรพิษภัยในที่ทำงาน: รู้ทันสารพิษและภัยแฝงในงาน

 

หลักสูตรเชิงวิชาการสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ: หลักสูตรระบาดวิทยาคลินิก หลักสูตรสถิติศาสตร์คลินิก หลักสูตรการตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาสหนึ่งขั้นพื้นฐาน

 

โดยในปี พ.ศ. 2568 มีจำนวนผู้เรียนสูงถึง 9,734 คน และตั้งเป้าขยายจำนวนหลักสูตร และฐานผู้เรียนสู่ระดับ 10,000 คน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป”

 

 

พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เสริมศักยภาพการเรียนรู้และบริการ

ผศ.นพ.ธวัชชัย มั่นอ่ำ รองคณบดีด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “คณะแพทยศาสตร์ มช. เดินหน้าปรับปรุงอาคารสถานที่และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการทางการแพทย์ เพื่อรองรับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ครอบคลุมการปรับปรุงหอพัก ห้องบรรยาย ห้องปฏิบัติการ ห้องผู้ป่วย และศูนย์บริการต่าง ๆ ในช่วงปี 2568–2569             หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือการขับเคลื่อน Med CMU : Carbon Neutrality โดยจากการประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์องค์กร พบว่าการใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด คณะฯ จึงได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การติดตั้ง Solar Rooftop และการเปลี่ยนหลอดไฟ LED             ตลอดช่วงปี 2564–2567 คณะฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกว่า 6,238 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมวาง Roadmap การจัดการพลังงานและความเป็นกลางทางคาร์บอน   ระยะปี 2567–2575 ครอบคลุมการอนุรักษ์พลังงาน การพัฒนาอาคารเขียว มาตรฐานสากล และการพัฒนาวิศวกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน”

 

 

ผลักดันงานวิจัยสู่นวัตกรรมใช้ได้จริง ยกระดับระบบสุขภาพไทย

 

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีด้านวิจัย นวัตกรรม และวิเทศสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มช.  เปิดเผยว่า “แนวคิดการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ “MED CMU Innovation” ที่ใช้นวัตกรรมเป็นแกนหลักในการพัฒนาองค์กร เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยวิธีคิดใหม่ การแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ และการยกระดับระบบสุขภาพให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

วิสัยทัศน์ดังกล่าวสะท้อนผ่านพันธกิจ “Discovery & Innovation Empowering” โดย Discovery คือการค้นพบองค์ความรู้จากงานวิจัย ขณะที่ Innovation คือการนำองค์ความรู้นั้นไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง และ Empower คือการเสริมพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมจากทรัพยากรที่มีอยู่

 

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของคณะแพทยศาสตร์ มช. คือการนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากภาคบริการ ภาคการศึกษา และภาคการวิจัย ซึ่งทุกภาคส่วนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนวัตกรรมเดียวกัน ที่เชื่อมโยงและมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน

 

ในโอกาสนี้ คณะแพทยศาสตร์ มช. ได้นำเสนอ 4 นวัตกรรมสำคัญ ที่ผ่านการคัดเลือกและพัฒนาให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของคณะฯ ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

นวัตกรรมแรกคือ เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับระยะแรก ซึ่งมะเร็งตับนับเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 26,000–27,000 รายต่อปี การตรวจคัดกรองในปัจจุบันด้วยอัลตราซาวด์และ AFP ยังมีความไวเพียง 30–60% ทีมวิจัยจากศูนย์ CMUTEAM จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์ cell-free DNA (cfDNA) ร่วมกับเครื่อง Automated Capillary Electrophoresis และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการตรวจพบมะเร็งตับระยะแรกจากประมาณ 39% เป็นมากกว่า 88% ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เทคโนโลยีนี้มีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย ให้ผลรวดเร็ว เหมาะสำหรับการคัดกรองในประชากรวงกว้าง ปัจจุบันได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการมาตรฐานแล้ว คาดว่าจะสามารถนำออกสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ภายใน 1 ปี

 

นวัตกรรมที่สองคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ ผ่านศูนย์ CR-FHA ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาสมุนไพรของคณะแพทยศาสตร์ มช. ที่มุ่งต่อยอดงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ

 

จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการวิจัยสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง งานวิจัยดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการให้สิทธิ์ใช้งาน (Licensing) แก่บริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พัฒนาเป็น

 

 

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและครีมบำรุงผิวสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของผู้หญิงในวัยดังกล่าว

 

นวัตกรรมที่สามคือ OBTAIN แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการฝึกอบรมพยาบาลใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากปัญหาหน้างานจริง พบว่าการฝึกอบรมพยาบาลใหม่ต้องใช้เวลานาน 6–12 เดือน และพยาบาลใหม่กว่า 30–40% ยังขาดทักษะทางคลินิกที่สำคัญ OBTAIN เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ Hybrid Learning ที่ผสาน E-learning, Zoom Class, Competency Logbook, Dashboard Analytics และระบบสะสมหน่วย CNEU ไว้ในระบบเดียว สามารถติดตามผลได้แบบเรียลไทม์ ใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา นับเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองจากสภาพยาบาลวิสัญญี ช่วยเพิ่มความพร้อมของพยาบาล ลดความเสี่ยงในการฝึกงาน และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย

 

นวัตกรรมที่สี่คือ ESTIMATA-EX ระบบ AI ประเมินปริมาณการสูญเสียเลือดในห้องผ่าตัด ซึ่งแก้ปัญหาการประเมินด้วยสายตาที่มีความคลาดเคลื่อนสูง ระบบนี้ใช้ AI วิเคราะห์ภาพผ้าก๊อซซับเลือดผ่านสมาร์ทโฟน สามารถประมวลผลภายใน 5 วินาที และแสดงผลปริมาณเลือดได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเรื่องการให้เลือดได้อย่างเหมาะสม เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย พัฒนาร่วมกับ NECTEC สวทช. และได้รับการตีพิมพ์ผลงานวิจัยแล้ว พร้อมต่อยอดสู่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต”

 

ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “นวัตกรรมทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากกระบวนการบ่มเพาะอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ InnoHealth ที่มีการ Coaching และ Mentoring รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัล Innovation Portfolio ในการติดตามและบริหารจัดการนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นระบบแรก ๆ ของประเทศไทย

 

ทั้งนี้ การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ คณาจารย์ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อร่วมกันผลักดันงานวิจัยให้ก้าวสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อระบบสุขภาพของประเทศ”