mourning ribbon

ตรวจภายใน ทำไมจึงสำคัญ

👩🏻🩺ตรวจภายใน ทำไมจึงสำคัญ

การตรวจภายใน หมายถึงการตรวจอวัยวะสืบพันธุ์สตรีทั้งหมด ตั้งแต่อวัยวะเพศภายนอก รวมถึงตรวจอวัยวะสืบพันธุ์สตรีภายใน ได้แก่ ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่

❓มีความจำเป็นและสำคัญมากน้อยแค่ไหน

แยกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มที่ไม่มีอาการ: การมาตรวจภายใน อาจจะทำให้ค้นพบความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เช่น เนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ อีกทั้งอาจจะได้รับการคัดกรองหามะเร็งปากมดลูก ประโยชน์ของกลุ่มนี้ คล้ายๆ กับเราตรวจสุขภาพทั่วไป คือ ค้นหาความผิดปกติก่อนที่จะมีอาการ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะกลายเป็นโรครุนแรง
2.กลุ่มที่มีอาการของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น ตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด มีอาการปวดประจำเดือน หรือประจำเดือนมาผิดปกติ กลุ่มนี้ควรจะเข้ามารับการตรวจภายในเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้แพทย์ช่วยหาสาเหตุว่าอาการผิดปกติเหล่านั้น เกิดจากสาเหตุใด และจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เหมาะสม


❓อายุประมาณเท่าไหร่ถึงจะเริ่มตรวจภายใน
  • สูติแพทย์ จะทำการตรวจภายใน เมื่อคนไข้เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว
  • หากต้องการตรวจภายใน ร่วมกับตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้เริ่มทำที่อายุ 25 ปี ในรายที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือที่อายุ 30 ปี กรณีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน (อ้างอิงจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2564)
    -หญิงตั้งครรภ์สามารถมาตรวจได้ แนะนำให้ตรวจเมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ซึ่งการตรวจภายในในหญิงตั้งครรภ์ มีประโยชน์คือ ช่วยยืนยันอายุครรภ์ สามารถตรวจได้ว่ามีเนื้องอกมดลูก หรือรังไข่ หรือไม่ ซึ่งบางกรณีอาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ อีกทั้งยังสามารถคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ด้วย
❓ควรตรวจภายในปีละกี่ครั้ง

โดยปกติ แนะนำให้ตรวจปีละ 1 ครั้ง
ส่วนการตรวจมะเร็งปากมดลูก แนะนำว่าตรวจทุก 1-3 ปี หรือบางรายทุก 3-5 ปี ขึ้นกับชนิดของการตรวจ เช่น ตรวจหาแต่ความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกเพียงอย่างเดียว หรือตรวจหาไวรัสเอชพีวี ที่เป็นไวรัสก่อมะเร็งปากมดลูกร่วมด้วย

🔸รอยโรคที่พบบ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ได้แก่ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก บางรายไม่มีอาการ แต่แนะนำให้ตรวจเพื่อประเมินดูขนาดของรอยโรค ติดตามอาการ ว่ามีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตหรือไม่ โรคอื่นๆ ที่พบรองลงมา ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และถุงน้ำรังไข่

❗️ข้อควรสังเกตเพื่อหาความผิดปกติเพื่อมาตรวจภายใน
  • ตกขาวผิดปกติ ผู้หญิงสามารถมีตกขาวได้ ซึ่งจะมีมากขึ้นในช่วงกลางรอบเดือนก่อนที่จะเกิดการตกไข่ และช่วงก่อนมีประจำเดือน โดยลักษณะตกขาวที่ปกติจะเป็นมูกใสๆ หรือเป็นสีขาวขุ่นๆ และไม่มีอาการอื่น ร่วมด้วย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ตกขาวมีลักษณะเปลี่ยนไป เช่น มีสีเหลือง สีเขียว เริ่มมีกลิ่นเหม็น แสบ คัน ตรงบริเวณอวัยวะเพศ บางรายมีปวดท้องน้อย หรือมีไข้ร่วมด้วย อย่างนี้ไม่ใช่ตกขาวปกติ ควรมาพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
  • อาการปวดประจำเดือน หากปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ต้องหยุดเรียน หยุดงาน หรืออาการปวดมีอาการรุนแรงมากขึ้นจากเดิม เช่นนี้ควรเข้ามารับการตรวจ
  • สำหรับกลุ่มวัยทอง ยังแนะนำให้ตรวจภายในทุกปี และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามข้อบ่งชี้ นอกจากนี้หากมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ในวัยที่เราหมดประจำเดือนไปแล้ว แนะนำควรเข้ามาตรวจ
🔸โรคที่มักจะพบเมื่อมาตรวจภายใน
  • เนื้องอกของตัวมดลูก
  • ถุงน้ำในรังไข่ ชนิดต่างๆ เช่น ช็อกโกแลตซีสต์
❓อาการปวดประจำเดือนแบบไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ

ปวดแบบรบกวนชีวิตประจำวัน หรือมีอาการปวดมากกว่าเดิมที่เป็นอยู่ ควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ และความจำเป็นในการรักษา

🔸ข้อควรปฏิบัติตัวก่อนมารับการตรวจภายใน
  • ทำใจให้สบายตามปกติ
  • เมื่อมาตรวจควรเลี่ยงในวันที่ประจำเดือนมา
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอดก่อนที่จะเข้ามารับการตรวจ
  • ผู้ที่ตกขาวที่ผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างทำความสะอาด เพราะแพทย์จะได้เห็นลักษณะของตกขาวนั้นว่าผิดปกติอย่างไร

❓ใครบ้างที่ไม่ควรตรวจภายใน
  • คนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน อย่างไรก็ตาม หากการตรวจนั้นมีความจำเป็น เพื่อค้นหาความผิดปกติบางอย่าง และเป็นการตรวจด้วยความสมัครใจก็สามารถตรวจได้
  • ผู้ที่ผ่าตัดมดลูกและปีกมดลูกออกไปหมดแล้ว ด้วยสาเหตุอื่น ที่ไม่ใช่จากรอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง หรือมะเร็งปากมดลูก สามารถหยุดตรวจภายในได้
    แต่อย่างไรก็ตามแนะนำว่าให้มาตรวจดูอวัยวะเพศภายนอก เพราะบางครั้งผู้สูงอายุอาจจะไม่สามารถตรวจดูได้ด้วยตนเอง ว่ามีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศภายนอกหรือไม่

    โดยสรุปคือ สตรีทุกคน โดยเฉพาะสตรีวัยเจริญพันธุ์ และวัยผู้สูงอายุ ควรได้รับการตรวจภายใน เพื่อค้นหาความผิดปกติของอวัยวะภายในสตรีก่อนที่จะมีอาการ หรือตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติทางนรีเวชที่เกิดขึ้นแล้ว รวมไปถึงเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ลดความสูญเสียจากโรคที่อาจเกิดขึ้น
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

รศ.พญ.กุณฑรี ไตรศรีศิลป์ หมื่นพินิจ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร
งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่