mourning ribbon

“อัลตร้าสมูท” แค่ไหน!!ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น! แพทย์ มช. เตือน อย่าหลงคำว่า “ผลไม้” ของหวานทุกชนิดมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

“อัลตร้าสมูท” แค่ไหน!! ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น! แพทย์ มช. เตือน อย่าหลงคำว่า “ผลไม้” ของหวานทุกชนิดมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด

.

“เจลาโต้ (ไอศกรีมผลไม้) ไขมันน้อยกว่า” “ไอศกรีมผลไม้ทำจากผลไม้แท้ น่าจะดีต่อสุขภาพ” หลายคนเลือกของหวานเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าไอศกรีมทั่วไป แต่ความจริงแล้ว แม้จะมีไขมันน้อยลง หรือมีผลไม้เป็นส่วนประกอบ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกินได้โดยไม่ต้องกังวล

.

เพราะสิ่งที่ควรระวังไม่ใช่แค่ “ไขมัน” แต่คือ ปริมาณน้ำตาล ที่ยังคงอยู่ในไอศกรีมแทบทุกชนิด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน และอาจนำไปสู่โรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับได้ หากรับประทานเป็นประจำ

.

 

ไอศกรีมเข้าปาก…ร่างกายทำงานอย่างไร

เมื่อรับประทานไอศกรีม น้ำตาลจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจึงหลั่ง ฮอร์โมนอินซูลิน จากตับอ่อน เพื่อช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ ให้นำไปใช้เป็นพลังงาน

.

แต่หากร่างกายใช้พลังงานไม่หมด อินซูลินจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้กลายเป็นไขมัน สะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ต้นขา ใต้ผิวหนัง และตับ จนนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในที่สุด

.

ทำไมไอศกรีมผลไม้ก็ยังเป็น “ของหวาน” ที่ควรจำกัด

หลายคนเข้าใจว่าเมื่อทำจากผลไม้ ย่อมดีกว่าของหวานชนิดอื่น แต่ในความเป็นจริง ไอศกรีมผลไม้มักมีกากใยน้อย และมีการเติมน้ำตาลในปริมาณมากเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงยังคงให้พลังงานสูง นอกจากนี้ ผลไม้ยังมีน้ำตาลธรรมชาติที่เรียกว่า ฟรุกโตส (Fructose) ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณมาก ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลชนิดนี้ให้กลายเป็นไขมันได้ง่าย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ

.

กินหวานบ่อย ร่างกายเริ่ม “ดื้ออินซูลิน” โดยไม่รู้ตัว

การรับประทานของหวานเป็นประจำ ทำให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินบ่อยและมากขึ้น เมื่อระดับอินซูลินสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์ของร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน เมื่อเกิดภาวะนี้ น้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ได้ยากขึ้น น้ำตาลส่วนเกินจึงถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับตามมา

.

ยิ่งกินหวาน…ยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะสมองกำลัง “ติดหวาน” เคยสังเกตหรือไม่ว่า ยิ่งกินของหวาน ก็ยิ่งอยากกินอีก

ทุกครั้งที่รับประทานน้ำตาล สมองจะหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและพึงพอใจ แต่หากได้รับความหวานบ่อยเกินไป สมองจะค่อย ๆ ชินกับระดับโดปามีน จนต้องการของหวานในปริมาณมากขึ้น หรือหวานกว่าเดิม จึงจะรู้สึกพึงพอใจเท่าเดิม กลายเป็นวงจร “ติดหวาน” ที่ทำให้ได้รับน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ

กินวันละนิด แต่กินทุกวัน…ก็เพิ่มความเสี่ยงโรคได้

หลายคนคิดว่า หากกินไอศกรีมเพียงวันละเล็กน้อยคงไม่เป็นไร แต่หากรับประทานเป็นประจำทุกวัน ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นซ้ำ ๆ ทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินบ่อย จนเพิ่มโอกาสเกิดภาวะดื้ออินซูลิน สำหรับไอศกรีมผลไม้ หากได้รับน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมากต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับได้เช่นกัน

คนผอมหรือไม่มีโรคประจำตัว ก็เสี่ยงได้

แม้ภายนอกจะดูแข็งแรง หรือมีน้ำหนักตัวปกติ แต่การรับประทานหวานเป็นประจำ อาจทำให้เริ่มสะสมไขมันในช่องท้องและไขมันพอกตับได้ นอกจากนี้ น้ำตาลส่วนเกินยังทำปฏิกิริยากับโปรตีนในร่างกาย เกิดเป็นสารที่เร่งความเสื่อมของเซลล์ (AGEs) ส่งผลให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดการอักเสบของหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต

.

ผู้ป่วยเบาหวาน กินไอศกรีมได้หรือไม่

ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถรับประทานไอศกรีมได้ แต่ควรรับประทานอย่างเหมาะสม โดยเลือกกินเป็นของหวานหลังมื้ออาหารหลัก เพราะกากใยจากผักและโปรตีนในมื้ออาหารจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล หากตั้งใจจะรับประทานไอศกรีม ควรลดปริมาณข้าว แป้ง หรือเส้นในมื้อนั้นลงประมาณครึ่งหนึ่ง จำกัดปริมาณไอศกรีมไว้เพียง 1 ลูกเล็ก หลีกเลี่ยงท็อปปิ้งที่มีน้ำตาลสูง เช่น คาราเมล ช็อกโกแลตไซรัป หรือเยลลี่ และเลือกโรยถั่วแทน เพราะไขมันดีและโปรตีนช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลได้ หลังรับประทาน ควรเดินเล่นหรือขยับร่างกายเบา ๆ ประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงาน

.

ไอศกรีมสูตรไม่มีน้ำตาล หรือคีโต ดีต่อสุขภาพเสมอหรือไม่

แม้ไอศกรีมคีโตจะไม่มีน้ำตาล แต่ส่วนใหญ่มักมีไขมันสูงจากครีม เนย หรือน้ำมัน หากผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารคีโตอย่างเคร่งครัดเลือกรับประทาน อาจได้รับพลังงานและไขมันอิ่มตัวมากเกินไป ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มและระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้

.

สังเกตอย่างไร ว่ากำลังกินหวานมากเกินไป

หากเริ่มมีอาการง่วงหลังอาหาร หิวบ่อย โหยของหวาน น้ำหนักขึ้นลงพุง หรือรอบเอวเพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป หากพบรอยปื้นดำหนาบริเวณหลังคอหรือข้อพับ อาจเป็นสัญญาณของภาวะดื้ออินซูลิน และหากมีอาการกระหายน้ำหรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน

.

ลดความอยากหวาน เริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ

การลดหวานไม่จำเป็นต้องหักดิบ แต่ควรค่อย ๆ ลดระดับความหวานลงทีละน้อย เพื่อให้ลิ้นปรับตัว หลีกเลี่ยงการซื้อขนมหรือของหวานมาตุนไว้ รับประทานโปรตีนและไขมันดีในมื้อหลักให้อิ่มนาน และหากอยากกินของหวาน ให้เลือกผลไม้สดที่มีกากใยสูงและหวานน้อย เช่น ฝรั่ง หรือแอปเปิล นอกจากนี้ การนอนหลับให้เพียงพอและลดความเครียด ก็มีส่วนช่วยลดความอยากน้ำตาลได้ เพราะเมื่อร่างกายอ่อนเพลีย จะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดความอยากของหวานมากขึ้น แม้จะเป็นเจลาโต้ ไอศกรีมผลไม้ หรือไอศกรีมสูตรต่าง ๆ ก็ยังจัดเป็นของหวานที่ควรรับประทานอย่างพอเหมาะ การเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่สมดุลและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับได้ในระยะยาว

.

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.ดร.พญ.วรผกา มโนสร้อย อาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 👇🏻

https://www.facebook.com/share/p/1JekrQCU4v/

#ultrasmooth #เจลาโต้ไอศกรีมผลไม้ #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU .