mourning ribbon

ทุเรียน–มะม่วง กินผิดเวลา แพทย์ มช. เตือน! เสี่ยงไขมันพอกตับไม่รู้ตัว

ทุเรียน–มะม่วง กินผิดเวลา แพทย์ มช. เตือน! เสี่ยงไขมันพอกตับไม่รู้ตัว

.

ในช่วงฤดูกาลผลไม้ หลายคนคงอดใจไม่ไหวกับความอร่อยของ “ทุเรียน” และ “มะม่วงสุก” ที่ทั้งหวาน หอม และชวนให้กินเพลิน แต่รู้หรือไม่ว่า หากกินไม่ถูกวิธี อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจทั้ง “ประโยชน์” และ “วิธีกินอย่างปลอดภัย” เพื่อให้คุณยังอร่อยได้โดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพ

.

คุณค่าที่ได้จากทุเรียนและมะม่วง

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และยังมีโฟเลต สารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท

ขณะที่มะม่วงสุกมีจุดเด่นอยู่ที่วิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกาย

แม้ทั้งสองชนิดจะมีประโยชน์ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ “พลังงานและน้ำตาล” ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะทุเรียนที่มีทั้งไขมันและสารกำมะถัน ซึ่งหากกินมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนใน หรือรู้สึกใจสั่นได้

.

กินเท่าไหร่จึงจะพอดี

• การควบคุมปริมาณถือเป็นหัวใจสำคัญของการกินผลไม้ทั้งสองชนิดนี้อย่างปลอดภัย

• สำหรับทุเรียน แนะนำไม่เกิน 2 เม็ดขนาดกลางต่อครั้ง และวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ

• ส่วนมะม่วงสุก ควรกินเพียงครึ่งผลต่อครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

.

เลือกเวลากินให้เหมาะ ลดเสี่ยงสะสมไขมัน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกินคือ “ช่วงสายถึงบ่าย” เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายยังสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดี

ในทางกลับกัน การกินช่วงเย็นหรือก่อนนอน อาจทำให้พลังงานส่วนเกินสะสมเป็นไขมัน และเพิ่มความเสี่ยงไขมันพอกตับในระยะยาว

.

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

อีกหนึ่งเทคนิคง่าย ๆ คือการ “ทดแทนอาหาร” เช่น หากกินทุเรียน 1 เม็ด ควรลดปริมาณข้าวในมื้อถัดไปลงประมาณ 1 ทัพพี เนื่องจากทุเรียนเพียง 2 เม็ด ให้พลังงานใกล้เคียงกับอาหารจานหลัก 1 จาน

นอกจากนี้ การดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร จะช่วยลดความร้อนในร่างกาย และช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น

.

 

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
แม้จะเป็นผลไม้ธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถกินได้อย่างสบายใจ

• ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรระวังเป็นพิเศษ เพราะน้ำตาลในผลไม้สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้อย่างรวดเร็ว

• ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะในระยะที่ 3 ขึ้นไป ต้องระวังโพแทสเซียมในทุเรียน ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของไต.

• รวมถึงผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง อาจมีอาการใจสั่นหรือความดันเพิ่มขึ้นจากสารบางชนิดในทุเรียน

.

ข้อห้ามที่ไม่ควรมองข้าม

สิ่งสำคัญที่ควรจำให้ขึ้นใจ คือ “ห้ามกินทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์” เนื่องจากสารในทุเรียนจะไปยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้กำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบ ปวดศีรษะ หรือรุนแรงถึงขั้นหมดสติได้

.

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกินร่วมกับของหวานอื่น เช่น ข้าวเหนียวมูน น้ำอัดลม หรือลำไย เพราะจะยิ่งเพิ่มปริมาณน้ำตาลและพลังงานเกินความจำเป็น

.

สรุป อร่อยได้ แต่ต้อง “รู้ลิมิต”

ทุเรียนและมะม่วงไม่ใช่อาหารต้องห้าม หากรู้จักควบคุมปริมาณ เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง

.

หลักง่าย ๆ คือ
“กินได้ แต่อย่ากินเพลิน”

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถอร่อยกับผลไม้ตามฤดูกาลได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าสุขภาพจะพังในภายหลัง

.

ขอบคุณข้อมูลจาก :รศ.พญ.ศุภวรรณ บูรณพิร หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

.

ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU