
รู้จัก-รับมือ “ไวรัสฮันตา” โรคติดเชื้อรุนแรงที่ยังต้องเฝ้าระวัง แพทย์ มช. ชี้ แม้ไม่ระบาดวงกว้าง แต่ต้องไม่ประมาท พร้อมแนะวิธีป้องกันในชีวิตประจำวัน
.
สถานการณ์การระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus)” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 หลังองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) รายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนของเชื้อ Andes hantavirus ที่เกี่ยวข้องกับเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งออกเดินทางจากประเทศอาร์เจนตินา เมื่อต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2569
.
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยอย่างน้อย 11 ราย ในจำนวนนี้ 8 ราย ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการว่าติดเชื้อ Andes virus ขณะที่อีก 2 ราย เข้าข่ายเป็นผู้ป่วย และอีก 1 ราย อยู่ระหว่างการตรวจเพิ่มเติม โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 27 ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด
.
รศ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ไวรัสฮันตาเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Orthohantavirus วงศ์ Hantaviridae ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic disease) โดยมีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ โดยทั่วไปไวรัสชนิดนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นบางสายพันธุ์ที่พบได้น้อย เช่น Andes virus ซึ่งมีรายงานการแพร่เชื้อระหว่างคนได้ในบางกรณี
.
ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักได้รับเชื้อจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่มีเชื้อ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสในกลุ่มนี้มากกว่า 20 ชนิด โดยในทวีปอเมริกาเหนือ เชื้อ Sin Nombre virus เป็นสาเหตุสำคัญของโรค Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ส่วนในทวีปอเมริกาใต้ เชื้อ Andes virus เป็นสาเหตุหลักของโรคปอดรุนแรงจากไวรัสฮันตา ขณะที่ในยุโรปและเอเชีย ไวรัสฮันตามักก่อให้เกิดโรค Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS) ซึ่งมีอาการเด่นด้านไตวายเฉียบพลันและภาวะเลือดออก และยังไม่พบหลักฐานชัดเจนของการติดต่อจากคนสู่คนในภูมิภาคเหล่านี้
.
ทั้งนี้ แม้โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาจะพบไม่บ่อย แต่ถือเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงและอาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome (HCPS) หรือ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งพบในทวีปอเมริกา ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัด ก่อนจะทรุดลงอย่างรวดเร็วและเกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราป่วยตายในเอเชียและยุโรปอยู่ที่ประมาณน้อยกว่าร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 15 ขึ้นกับสายพันธุ์ของไวรัส ขณะที่ในทวีปอเมริกา อาจสูงได้ถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
.
สำหรับการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลาย โดยเฉพาะเมื่อของเสียเหล่านี้แห้งและฟุ้งกระจายในอากาศ ผู้ที่สูดหายใจเอาฝุ่นละอองปนเปื้อนเชื้อเข้าไปอาจติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อจากการสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำมือไปสัมผัสตา จมูก ปาก หรือบาดแผล รวมถึงการถูกหนูกัด แม้จะพบได้น้อย โดยกิจกรรมเสี่ยง ได้แก่ การทำความสะอาดพื้นที่ที่มีหนูอาศัย การทำงานในฟาร์ม ป่าไม้ หรือพื้นที่ชนบท
.
อาการของโรคมักเริ่มด้วยไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ และอาจมีอาการทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง ก่อนจะพัฒนาเป็นอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ และอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว โดยอาการมักเกิดหลังสัมผัสเชื้อประมาณ 1-6 สัปดาห์ แต่อาจเร็วที่สุดภายใน 1 สัปดาห์ หรือช้าที่สุดถึง 8 สัปดาห์
.
โรคนี้สามารถแบ่งอาการได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS) พบมากในยุโรปและเอเชีย มีอาการเด่นคือไตวายเฉียบพลันและภาวะเลือดออก อัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 1–15
- Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) หรือ HCPS พบในทวีปอเมริกา มีอาการปอดรุนแรงและอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 50
ด้านการวินิจฉัย สามารถทำได้โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี PCR หรือการตรวจหาแอนติบอดีในเลือด ร่วมกับการตรวจเลือดทั่วไปและภาพถ่ายรังสีปอด โดยต้องอาศัยห้องปฏิบัติการเฉพาะทางและพิจารณาร่วมกับอาการและประวัติความเสี่ยงของผู้ป่วย
.
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะหรือวัคซีนสำหรับป้องกันโรคในกลุ่ม HPS ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ทั่วไป การรักษาจึงเน้นการดูแลแบบประคับประคอง เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องช่วยหายใจ การควบคุมสารน้ำ และในรายรุนแรงอาจต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม (ECMO)
.
สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ยังไม่พบการระบาดของโรค แต่ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว
.
องค์การอนามัยโลกประเมินว่า ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขจากเหตุการณ์บนเรือสำราญอยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ในระดับโลกยังถือว่า “ต่ำ” แม้เชื้อ Andes virus จะมีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้สัมผัสใกล้ชิด แต่สามารถควบคุมได้ด้วยการตรวจพบเร็ว การแยกผู้ป่วย การติดตามผู้สัมผัส และการดูแลรักษาที่เหมาะสม
.
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินมาตรการติดตามผู้สัมผัส ตรวจหาเชื้อ และสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสต่อเนื่อง โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ควรเฝ้าระวังอาการเป็นเวลา 42 วันหลังสัมผัสครั้งสุดท้าย หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอาการหายใจลำบาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที
.
ทั้งนี้ การป้องกันที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและของเสียของหนู รักษาความสะอาดที่อยู่อาศัย ปิดช่องทางเข้าของสัตว์ฟันแทะ เก็บอาหารให้มิดชิด และหากต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการกวาดแห้งหรือใช้เครื่องดูดฝุ่น พร้อมสวมอุปกรณ์ป้องกันและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมถึงล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
.
อย่างไรก็ตาม แม้ไวรัสฮันตาจะเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ แต่ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกยังประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีสัญญาณของการระบาดใหญ่ระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าการมีความรู้ที่ถูกต้องและการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ![]()
https://www.facebook.com/share/p/1HgfDEbmTr/
#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU#ไวรัสฮันตา
