
ฮิตทั่วโลก! “ปากกาลดน้ำหนัก” คืออะไร ใครใช้ได้บ้าง แพทย์ มช. เตือนอย่าใช้เอง
.
ปัจจุบัน “ปากกาลดน้ำหนัก” กลายเป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลายคนอาจเคยได้ยินหรือเห็นผ่านสื่อออนไลน์ แต่ยังไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วคืออะไร ใช้อย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง
.
ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร
ปากกาลดน้ำหนักเป็น ยาฉีดที่มีลักษณะเป็นปากกา ภายในบรรจุฮอร์โมนที่เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายกลุ่ม Incretin ได้แก่ GLP-1 และ GIP
.
เดิมที ยากลุ่มนี้ถูกใช้เพื่อรักษา โรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่พบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลงอย่างชัดเจน จึงมีการพัฒนาให้เป็นยาสำหรับ ช่วยควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วน
.
รูปแบบการใช้มี 2 แบบ ได้แก่
• ฉีดทุกวัน
• ฉีดสัปดาห์ละครั้ง
.
ปัจจุบันแบบ ฉีดสัปดาห์ละครั้งได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากสะดวกต่อการใช้งานและให้ผลการลดน้ำหนักได้ดี
.
กลไกการทำงานของยา
ปากกาลดน้ำหนักทำงานในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่
1. ที่สมอง ยาออกฤทธิ์ต่อศูนย์ควบคุมความหิว ทำให้สมองรับรู้ว่า “อิ่มแล้ว” จึงช่วยลดความอยากอาหาร
2. ที่กระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนาน
3. ที่ตับอ่อน ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ในคนทั่วไปจะไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ
.
ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้ปากกาลดน้ำหนัก ตามข้อบ่งชี้ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเทศไทย ผู้ที่เหมาะกับการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่
.
ผู้ที่มี ภาวะอ้วน (BMI มากกว่า 30) ผู้ที่มี BMI มากกว่า 27 และมีโรคร่วมจากความอ้วน เช่น
• ความดันโลหิตสูง
• ไขมันพอกตับ
• ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
• ผู้ที่มี โรคหัวใจร่วมกับภาวะอ้วน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคซ้ำ
• ผู้ที่มี ไขมันพอกตับระดับปานกลาง ที่ยังไม่ถึงขั้นตับแข็ง
.
ดังนั้น ยานี้จึง ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนที่อยากลดน้ำหนัก แต่ต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน
.
ข้อห้ามและข้อควรระวัง
ผู้ที่ ไม่ควรใช้ ปากกาลดน้ำหนัก ได้แก่
• สตรีมีครรภ์
• สตรีที่กำลังให้นมบุตร
• ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็น มะเร็งไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Carcinoma
.
ส่วนผู้ที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง คือ ผู้ที่มี เบาหวานขึ้นตาระดับปานกลางถึงรุนแรงที่ยังไม่ได้รับการรักษา ผลข้างเคียงและการเห็นผล ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่
• คลื่นไส้
• อาเจียน
• ท้องผูก
• ท้องอืด
.
อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงแรกของการใช้ยา และมัก ดีขึ้นภายใน 1–2 เดือน เมื่อร่างกายปรับตัวได้ ในด้านประสิทธิภาพ ผู้ใช้มักเริ่มเห็นผล ตั้งแต่เดือนแรก และน้ำหนักจะลดลงมากที่สุดในช่วง เดือนที่ 3–6 โดยเฉลี่ยสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 15–20% ของน้ำหนักตัว
.
อย่างไรก็ตาม หาก หยุดใช้ยา ความหิวอาจกลับมาเหมือนเดิม ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะ น้ำหนักเด้งกลับ (Rebound) ได้
.
คำแนะนำสำคัญจากแพทย์ แพทย์เน้นย้ำว่า ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ “ยามหัศจรรย์” แต่เป็นเพียงตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักเท่านั้น
.
หัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักยังคงเป็น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย โดยเฉพาะ Weight Training เพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อระหว่างน้ำหนักลด
.
นอกจากนี้ ยังต้องระวังการซื้อยาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากยาชนิดนี้ต้องเก็บในอุณหภูมิ 2–8 องศาเซลเซียส หากเก็บไม่ถูกต้อง ยาอาจเสื่อมคุณภาพ และการซื้อยาทางอินเทอร์เน็ตหรือยาหิ้วอาจเสี่ยงต่อการได้ ของปลอมหรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน
.
ดังนั้น ก่อนใช้ปากกาลดน้ำหนัก ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสม ปรับขนาดยา และติดตามผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลในระยะยาว
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.ดร.พญ.วรผกา มโนสร้อย อาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #โรงพยาบาลสวนดอก #โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU #ปากกาลดน้ำหนัก
