
⚠️ “ยุงก้นปล่องตัวเดียว” อาจเปลี่ยนชีวิต! ระวัง มาลาเรีย ภัยใกล้ตัวที่ยังไม่หายไป
วันที่ 25 เมษายนของทุกปี ตรงกับ “วันมาลาเรียโลก” (World Malaria Day) ซึ่งกำหนดขึ้นโดยประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลก เพื่อรณรงค์ให้เกิดความตระหนักถึงการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคมาลาเรีย
โรคมาลาเรีย (Malaria) หรือโรคไข้จับสั่น เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อปรสิตชื่อ “พลาสโมเดียม (Plasmodium)” ซึ่งยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรง ภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิต หรืออาจกลายเป็นโรคเรื้อรังจนเกิดความพิการได้ ปัจจุบันยังพบการระบาดในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเขตร้อน รวมถึงประเทศไทยที่ยังคงมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตในทุกปี โดยมักพบในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน
สาเหตุของโรคมาลาเรีย
โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อปรสิตเซลล์เดียวในกลุ่มพลาสโมเดียม ซึ่งสามารถก่อโรคในคนได้ 5 ชนิด ได้แก่
P. falciparum (พีเอฟ), P. vivax (พีวี), P. malariae (พีเอ็ม), P. ovale (พีโอ) และ P. knowlesi (พีเค)
เชื้อชนิดนี้มีวงจรชีวิตทั้งในยุงและในสัตว์มีกระดูกสันหลังรวมถึงมนุษย์ โดยมีระยะฟักตัวแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 7–40 วัน สำหรับประเทศไทย พบเชื้อชนิดพีวีและพีเอฟเป็นหลัก
การติดต่อและการแพร่กระจาย
โรคมาลาเรียติดต่อผ่าน “ยุงก้นปล่องตัวเมีย” ซึ่งเป็นพาหะนำโรค โดยมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเขา และมีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำสะอาด เช่น ลำธาร หรือแหล่งน้ำขังที่มีร่มเงา
เมื่อยุงก้นปล่องกัดผู้ที่ติดเชื้อ เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในตัวยุง และเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่น ก็จะปล่อยเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเชื้อจะไปเจริญเติบโตในเซลล์ตับและเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดอาการของโรค
อาการของโรคมาลาเรีย
ในระยะแรก ผู้ป่วยมักมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ไม่มีน้ำมูก เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร อาการอาจเป็นอยู่หลายวัน ขึ้นอยู่กับระยะฟักตัวของเชื้อ
เมื่อโรคแสดงอาการชัดเจน จะมีลักษณะเป็นไข้ตามระยะ 3 ช่วง ได้แก่
ระยะหนาว มีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง ตัวซีด ผิวแห้ง ใช้เวลาประมาณ 15–60 นาที
ระยะร้อน มีไข้สูง ตัวร้อนจัด หน้าแดง อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
ระยะเหงื่อออก เหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย และไข้ลดลง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดมาลาเรียชนิดรุนแรง ซึ่งมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกอย่างรุนแรง ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายน้ำโคล่า รวมถึงอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ไต และระบบประสาท อาจทำงานผิดปกติหรือล้มเหลว และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างครบถ้วน เชื้อบางชนิดสามารถแฝงตัวในตับได้นานหลายปี ทำให้เกิดอาการไข้เป็นๆ หายๆ หรือกลายเป็นมาลาเรียเรื้อรัง
การวินิจฉัยและการรักษา
การวินิจฉัยโรคมาลาเรียเริ่มจากการประเมินอาการร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจสเมียร์เลือด การตรวจภูมิต้านทาน หรือการใช้ชุดตรวจสำเร็จรูป
เมื่อวินิจฉัยยืนยันแล้ว แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาต้านมาลาเรียโดยเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยรูปแบบการรักษามีทั้งยารับประทานและยาฉีดในกรณีที่มีอาการรุนแรง ทั้งนี้ สูตรยาและระยะเวลาการรักษาจะแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อ
ผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD อาจมีข้อจำกัดในการใช้ยา ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
การป้องกันโรคมาลาเรีย
การป้องกันที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยุงออกหากินตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงรุ่งเช้า
วิธีป้องกันที่แนะนำ ได้แก่ การนอนในมุ้ง สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย เช่น เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และทายากันยุง โดยเฉพาะเมื่อเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง เช่น ป่าเขา หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ
ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้รับประทานยาต้านมาลาเรียเพื่อป้องกันเอง เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ผศ.นพ.ปรเมษฐ์ วินิจจะกูล อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์
#วันมาลาเรียโลก #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU
