
ปวดคอ ปวดหลัง หยิบยาแก้ปวดมากินบ่อย ๆ ระวัง! ตับ–ไตพังโดยไม่รู้ตัว!
แพทย์ มช. เตือนวิธีกินยาที่ถูกต้อง
.
อาการปวดคอและปวดหลังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องใช้ร่างกายในท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หลายคนจึงเลือกใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ แต่การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้
.
สาเหตุของอาการปวดคอและปวดหลัง
อาการปวดคอและปวดหลังสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
• Office Syndrome ซึ่งพบมากในวัยทำงาน เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อในท่าที่ไม่เหมาะสม หรือการทำงานท่าเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
• ความเสื่อมตามวัย มักพบในผู้สูงอายุ เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม
• สาเหตุอื่น ๆ เช่น การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา โรคบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ รวมถึงโรคบางอย่างที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เช่น งูสวัด หรือโรคนิ่วในไต ก็อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน
การใช้ยาแก้ปวดและผลกระทบต่อร่างกาย
ยาที่ใช้รักษาอาการปวดคอและหลังมีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อควรระวังแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. พาราเซตามอล (Paracetamol)
เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อไตและหัวใจ แต่หากรับประทานเกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดพิษต่อตับได้
2. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
เช่น ไอบูโพรเฟน และไดโคลฟีแนค ยากลุ่มนี้ช่วยลดการอักเสบได้ดี แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต การระคายเคืองกระเพาะอาหาร รวมถึงอาจส่งผลต่อระบบหลอดเลือด
3. ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxants)
ช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ แต่ผลข้างเคียงที่พบได้คืออาการง่วงซึม ปากแห้ง และคอแห้ง จึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิหลังรับประทานยา
4. ยาแก้ปวดเส้นประสาท (Gabapentinoids)
มักใช้ในกรณีที่มีอาการปวดจากเส้นประสาท โดยแพทย์มักแนะนำให้รับประทานก่อนนอน เนื่องจากอาจทำให้ง่วงมาก ยากลุ่มนี้ค่อนข้างปลอดภัยต่อตับและไต แต่ในผู้สูงอายุควรระวังอาการมึนงงหรือเวียนศีรษะ
ทางเลือกการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
.
นอกจากการใช้ยาแล้ว ยังมีวิธีรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น
กายภาพบำบัด
ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น Shock wave หรือ Ultrasound ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยลดอาการปวดและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้
การจัดกระดูก (Chiropractic)
เป็นการปรับสมดุลของโครงสร้างร่างกาย แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น
• ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน
• ผู้ที่มีข้อต่อหลวม เช่น ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์
• ผู้ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง
เนื่องจากการบิดหรือหักกระดูกอย่างรุนแรงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นพิการได้
.
ความเข้าใจผิดเรื่องแคลเซียมกับกระดูกงอก
หลายคนมีความเชื่อว่าการรับประทานแคลเซียมมากเกินไปจะทำให้เกิดกระดูกงอก แต่ในความเป็นจริง การรับประทานแคลเซียมไม่ได้เป็นสาเหตุของกระดูกงอก
กระดูกงอกมักเกิดจากภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือความหลวมของข้อต่อ ทำให้ร่างกายสร้างกระดูกเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมความแข็งแรงของบริเวณนั้น
แนะนำวัยทำงานและผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอประมาณ 1,000–1,500 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
.
การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบัน
ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามาก การผ่าตัดกระดูกสันหลังสามารถทำได้ด้วยวิธี Microscopic หรือ Endoscopic ซึ่งเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง ทำให้แผลมีขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และมีความปลอดภัยสูง โดยมีอัตราความสำเร็จสูงถึงประมาณ 99%
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการผ่าตัดยังขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.สุทธิภาศ พงศ์มณี อาจารย์ประจำหน่วยกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มช.
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ![]()
#ปวดคอ ปวดหลัง #สุขภาพดีกับหมอสวนดอก #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmuในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedcmu
