mourning ribbon

มือสั่น เดินช้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก! แพทย์ มช. ชวนรู้ทันโรคพาร์กินสัน ก่อนอาการรุนแรง

มือสั่น เดินช้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก! แพทย์ มช. ชวนรู้ทันโรคพาร์กินสัน ก่อนอาการรุนแรง

.

ทุกวันที่ 11 เมษายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันพาร์กินสันโลก (World Parkinson’s Disease Day) เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ โรคพาร์กินสัน ให้กับประชาชนทั่วโลก

.

โรคพาร์กินสัน หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “โรคสั่นสันนิบาต” (Parkinson disease) เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยในประเทศไทยพบความชุกของโรคประมาณ ร้อยละ 0.24 ของประชากร หรือประมาณ 770,000 ราย

.

โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยมักเกิดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น สมองของคนเราจะมีการสะสมของ โปรตีนที่ผิดปกติ ซึ่งในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน สมองจะไม่สามารถกำจัดโปรตีนเหล่านี้ออกไปได้ เมื่อโปรตีนดังกล่าวไปเกาะสะสมในสมอง จึงทำให้ เซลล์สมองเสื่อมและตาย ส่งผลให้เกิดอาการของโรคพาร์กินสันจากการขาดสารสื่อประสาทหลายชนิด โดยสารสำคัญที่ลดลงอย่างเด่นชัดคือ สารโดปามีน

.

อาการของโรคพาร์กินสัน

อาการของผู้ป่วยพาร์กินสันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. อาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

• มือหรือร่างกายสั่น

• กล้ามเนื้อเกร็ง

• เคลื่อนไหวช้า

• ล้มง่าย

• หลังค่อม

• เดินติด เดินลำบาก

2. อาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

• ท้องผูก

• จมูกไม่ได้กลิ่น

• นอนละเมอ

• ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล

• ความจำและการนึกคิดแย่ลง

.

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน

สาเหตุของโรคพาร์กินสันสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มปัจจัย ได้แก่

1. ปัจจัยภายนอก

เช่น การสัมผัสหรือใช้ สารฆ่าแมลงทางการเกษตร รวมถึงผู้ที่มีประวัติ บาดเจ็บศีรษะบ่อยครั้ง เช่น นักมวย ซึ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงยังไม่ชัดเจนมากเท่ากับการใช้สารฆ่าแมลง

2. ปัจจัยภายใน

ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตาม อายุที่มากขึ้น ส่วนปัจจัยด้าน พันธุกรรมโดยตรง พบได้น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ และมักพบในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคพาร์กินสันตั้งแต่อายุยังน้อย

.

การดำเนินของโรคพาร์กินสัน

การดำเนินของโรคสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ

• ระยะต้น

ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดี เมื่อได้รับยาแล้วอาการจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

• ระยะกลาง

เริ่มเกิด ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา ยาออกฤทธิ์สั้นลง จึงจำเป็นต้องรับประทานยาบ่อยขึ้น และอาจมีอาการ ยุกยิกหรือเคลื่อนไหวผิดปกติ ในบางช่วงเวลา

• ระยะท้าย

ผู้ป่วยอาจ ล้มบ่อย เดินเองไม่ได้ รวมถึงมีภาวะ สมองเสื่อม และเห็นภาพหลอนบ่อย

.

แนวทางการรักษาโรคพาร์กินสัน

การรักษาโรคพาร์กินสันสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก

1. การรักษาด้วยยา

• ยาเลโวโดปา

• ยาเสริมโดปามีน

• ยาที่ช่วยให้โดปามีนอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น

2. การรักษาที่ไม่ใช้ยา

2.1 การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

• การออกกำลังกาย เช่น ปั่นจักรยาน รำไทเก๊ก เดินบนลู่วิ่ง หรือเต้นแทงโก้

• การทำกายภาพบำบัด เช่น ฝึกเดินและฝึกการทรงตัว

• การทำอรรถบำบัด เช่น ฝึกพูดและฝึกกลืน

• การทำกิจกรรมบำบัด เพื่อฝึกการใช้อุปกรณ์และเพิ่มความคล่องตัวของมือ

2.2 การรักษาด้วยการผ่าตัด

เป็นการรักษาแบบใหม่ ซึ่งในประเทศไทยมีประมาณ 10 กว่าแห่ง สำหรับภาคเหนือ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็น แห่งแรกและแห่งเดียว ที่สามารถทำการผ่าตัดได้

แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในผู้ป่วยที่มี ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา และได้รับยาอย่างเหมาะสมแล้ว แต่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้

การผ่าตัดดังกล่าวใช้ เครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) โดยส่งกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เข้าไปกระตุ้นบริเวณสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ซึ่งมีการทำงานผิดปกติ ช่วยลดอาการของโรคพาร์กินสัน เช่น

• อาการสั่น

• อาการเกร็ง

• การเคลื่อนไหวช้า

ทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียงกับคนปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย แบตเตอรี่ของเครื่องกระตุ้นสมองมีอายุประมาณ 3–5 ปี และสามารถผ่าตัดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน

ปัจจุบันโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่มีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ มากกว่า 10 ราย และมีผลการรักษาที่น่าพึงพอใจถึง 90 เปอร์เซ็นต์

แม้ว่า โรคพาร์กินสันจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการและรักษาได้ด้วยหลายแนวทาง หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมี อาการเสี่ยงของโรคพาร์กินสัน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโดยเร็ว เพราะ ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งต่อตัวผู้ป่วยและผู้ดูแล

.

ขอบคุณข้อมูลจาก : อ.นพ.ชญาศักดิ์ วันทนียวงค์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าคลินิกโรคพาร์กินสัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 👇🏻

https://www.facebook.com/share/p/1UfUcxS6uX/

#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #โรงพยาบาลสวนดอก #โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU #โรคพาร์กินสัน