
แพทย์ มช. เตือนคุณแม่ตั้งครรภ์ ระวัง “ภาวะมดลูกแตก” ภาวะฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต แม่-ลูกเสี่ยงสูง
.
อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. ออกมาให้ความรู้และเตือนภัยหญิงตั้งครรภ์เกี่ยวกับ “ภาวะมดลูกแตก” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งมารดาและทารกในครรภ์ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
.
รศ.พญ.เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. อธิบายว่า “ภาวะมดลูกแตก คือการที่ผนังมดลูกเกิดการฉีกขาด มักเกิดในบริเวณที่ผนังมดลูกมีความบางหรือไม่แข็งแรง เช่น บริเวณแผลเป็นจากการผ่าตัดมาก่อน หรือในกรณีที่มดลูกมีการหดรัดตัวรุนแรงหรือยาวนานผิดปกติ
.
ภาวะดังกล่าวถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีความอันตรายสูง มารดาอาจมีการเสียเลือดจำนวนมาก จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน บางรายอาจต้องตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิต และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ขณะที่ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน และอาจเสียชีวิตเช่นกัน
.
แม้ภาวะมดลูกแตกจะพบไม่บ่อย โดยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 0.5–1 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่เคยผ่าคลอดหรือผ่าตัดมดลูกมาก่อน ผู้ที่ได้รับยากระตุ้นการคลอดในขนาดสูง ครรภ์แฝด ทารกตัวโต หรือมีภาวะคลอดติดขัดเป็นเวลานาน”
.
รศ.พญ.เกษมศรี ระบุว่า “สาเหตุสำคัญของภาวะมดลูกแตก คือการมีแผลเป็นที่มดลูกจากการผ่าตัด รวมถึงการหดรัดตัวของมดลูกที่รุนแรงและต่อเนื่อง ในกรณีที่เคยผ่าคลอดหรือผ่าตัดมดลูกมาก่อนจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างชัดเจน ซึ่งระดับความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิด ตำแหน่ง และจำนวนครั้งของการผ่าตัด นอกจากนี้ การใช้ยากระตุ้นการคลอดยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง แม้ในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน หากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับอาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรือปวดที่ไม่สัมพันธ์กับการเจ็บครรภ์ตามปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอด ลูกไม่ดิ้น รวมถึงอาการหน้ามืด เป็นลม ซีด หรือหมดสติ ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือดภายใน หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
.
การวินิจฉัยภาวะมดลูกแตก แพทย์จะอาศัยประวัติ อาการ และการตรวจทางคลินิกเป็นหลัก การตรวจอัลตราซาวด์อาจช่วยได้ในบางกรณี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉิน การรักษามักต้องดำเนินการทันทีโดยไม่รอผลตรวจเพิ่มเติม”
.
ในด้านการรักษารศ.พญ.เกษมศรี กล่าวว่า “ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิตมารดาและทารก ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องตัดมดลูกออก หากรอยแตกไม่รุนแรงและสามารถควบคุมการเสียเลือดได้ แพทย์อาจพิจารณาซ่อมแซมและเก็บมดลูกไว้ แต่ในกรณีที่เลือดออกมากหรือรอยแตกมีความรุนแรง จำเป็นต้องตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิตมารดา
.
ระยะเวลาการฟื้นตัวหลังการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ปริมาณการเสียเลือด และภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด โดยทั่วไปผู้ป่วยต้องพักรักษาในโรงพยาบาลหลายวันหรืออาจนานเป็นสัปดาห์ และควรได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับผลกระทบในระยะยาว หากยังสามารถเก็บมดลูกไว้ได้ หญิงที่เคยมีภาวะมดลูกแตกยังสามารถตั้งครรภ์ได้อีก แต่ถือเป็นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และต้องได้รับการดูแลจากสูติแพทย์อย่างใกล้ชิด และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมดลูกแตกซ้ำ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ผ่าคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว”
.
ทั้งนี้ รศ.พญ.เกษมศรี เน้นย้ำว่า “การป้องกันและเฝ้าระวังถือเป็นสิ่งสำคัญ หญิงตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกและมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแจ้งประวัติการผ่าตัดมดลูกทั้งหมดให้แพทย์ทราบ และในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง ควรฝากครรภ์และคลอดในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลภาวะฉุกเฉิน
.
การรู้เท่าทันอาการเตือนและการดูแลครรภ์อย่างเหมาะสม จะช่วยลดความสูญเสีย และเพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งแม่และลูกได้” รศ.พญ.เกษมศรี กล่าว
.
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
#ภาวะมดลูกแตก#แพทย์ มช. #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช. #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #Medcmuในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedcmu
