
ความเครียดสะสม
“ระเบิดเวลา” ของอัลไซเมอร์ที่คุณหยุดได้
.
ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยจากคนวัยทำงานคือ
.
“ช่วงนี้เครียดมาก แบบนี้จะเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ไหมครับ?”
.
คำตอบในเชิงประสาทวิทยาศาสตร์คือ “จริง และอันตรายกว่าที่คิด” เพราะความเครียดไม่ใช่เพียงอารมณ์ชั่วคราว แต่คือ มรสุมทางชีวเคมี ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองได้โดยตรง หากปล่อยให้สะสมเป็นเวลานาน อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ในอนาคต
.
เมื่อความเครียดค่อย ๆ เปลี่ยนสมองให้เสื่อมลง
งานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากยืนยันตรงกันว่า ความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญของกระบวนการสมองเสื่อม ผ่านกลไกหลัก ๆ ดังนี้
.
คอร์ติซอลสูง กลายเป็นพิษต่อสมอง
เมื่อร่างกายเผชิญความกดดัน ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะถูกหลั่งออกมา หากระดับสูงต่อเนื่อง คอร์ติซอลจะส่งผลโดยตรงต่อ ฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความจำ ทำให้เซลล์ประสาทหดตัว การสื่อสารระหว่างเซลล์ลดลง และความจำเริ่มถดถอย
.
การอักเสบในระบบประสาท
ความเครียดเรื้อรังกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในสมอง (Microglia) ให้ทำงานผิดหน้าที่ จากผู้พิทักษ์กลายเป็นผู้ทำลาย โดยหลั่งสารก่อการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนไฟไหม้เล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ลุกลามในเนื้อสมอง
.
การสะสมของโปรตีนพิษ
ความเครียดยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการสะสมของโปรตีนเบตาอะไมลอยด์ ซึ่งเปรียบเสมือน “ขยะพิษ” ที่ไปขัดขวางการสื่อสารของเซลล์ประสาท และเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการอัลไซเมอร์
.
สัญญาณเตือน เมื่อความเครียดเริ่ม “กินสมอง”
หลายคนกังวลว่าอาการหลงลืมที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลจากความเครียด หรือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของสมองเสื่อม
.
แพทย์แนะนำให้สังเกตอาการเหล่านี้
• สมาธิลดลง อ่านอะไรไม่เข้าใจ วางของผิดที่บ่อย
• นึกคำพูดไม่ออก หยุดชะงักระหว่างสนทนา ทั้งที่รู้สึกว่าคำตอบ “อยู่ปลายลิ้น”
• ตัดสินใจยากขึ้น งานที่เคยจัดการได้กลับรู้สึกสับสน ลังเล
• สมองล้าเรื้อรัง (Brain Fog) คิดไม่ออก เหนื่อยง่าย แม้จะพักผ่อนแล้ว ร่วมกับนอนหลับไม่สนิท
.
หากอาการเหล่านี้เริ่มกระทบการทำงานหรือความสัมพันธ์ อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า “ความจำเสื่อมเทียมจากความเครียด (Pseudo-dementia)” ซึ่งหากไม่ดูแล อาจพัฒนาไปสู่สมองเสื่อมจริงได้
.
ดูแลสมองตั้งแต่วัยทำงาน ทางรอดของอนาคต
อย่ารอถึงวัยเกษียณ เพราะรอยโรคของอัลไซเมอร์มักเริ่มสะสมล่วงหน้าเป็นสิบปี การป้องกันตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปจึงสำคัญที่สุด
.
• จัดสมดุลชีวิตและงาน ให้สมองมีเวลาพักจากความกดดัน
• นอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ระบบล้างขยะสมอง (Glymphatic System) ทำงานเต็มที่
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคาร์ดิโอ ช่วยเพิ่มสาร BDNF ที่ซ่อมแซมเซลล์ประสาท
• เลือกรับประทานอาหารต้านการอักเสบ เช่น ปลาโอเมก้า 3 ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
• จัดการความเครียดเชิงรุก ฝึกสติ สมาธิ หรือการผ่อนคลาย ซึ่งมีงานวิจัย MRI ยืนยันว่าสามารถชะลอการเสื่อมของสมองได้
.
หากมีประวัติอัลไซเมอร์ในครอบครัว
แม้ผู้ที่มียีนเสี่ยง เช่น APOE-ε4 จะมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนทั่วไป แต่ต้องจำไว้ว่า “ยีนไม่ใช่โชคชะตา”
.
การตรวจประเมินสมรรถภาพสมองอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่อายุประมาณ 45–50 ปี จะช่วยให้สามารถติดตามการทำงานของสมอง และวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
.
ความเครียดเป็นเรื่องใกล้ตัว มีผลกระทบต่อสมองร้ายแรงกว่าที่คิด ดูแลสมองตั้งแต่วันนี้ จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และจดจำเรื่องราวที่ดีไปอีกนานๆ
.
ขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองและระบบประสาท ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
