
วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น วันเอดส์โลก (World AIDS Day) เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงโรคเอดส์และการติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
.
HIV และ AIDS ต่างกันอย่างไร
HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือเชื้อไวรัสที่โจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทำลายเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ส่งผลให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
.
AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ซึ่งภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายอย่างหนักจนเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาสหรือมะเร็งบางชนิด
.
การแพร่ของเชื้อ HIV
HIV สามารถแพร่กระจายผ่านเลือด อสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด และจากแม่สู่ลูก การสัมผัสในชีวิตประจำวัน เช่น การจับมือ กอด หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่ทำให้ติดเชื้อ
.
อาการของผู้ติดเชื้อ HIV
•ระยะแรก (2-4 สัปดาห์) อาการคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ เจ็บคอ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต •ระยะไม่มีอาการ อาจนาน 5-10 ปี ผู้ติดเชื้อยังไม่มีอาการใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้
•ระยะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น การติดเชื้อราในสมอง หรือวัณโรค เป็นต้น
.
ใครควรตรวจหาเชื้อ HIV
• ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
• ผู้ที่ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
• ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
• หญิงตั้งครรภ์และคู่สมรส
• ผู้ที่วางแผนมีบุตรหรือกำลังรับยา PrEP/PEP
.
การป้องกันการติดเชื้อ HIV
• ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
• ใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) หรือหลังสัมผัสเชื้อ (PEP)
• หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
• ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
.
การรักษาและคุณภาพชีวิต
แม้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ยาต้านไวรัส (ART) ช่วยลดปริมาณไวรัสในเลือดจนตรวจไม่พบ ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีสุขภาพดี และลดโอกาสการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
.
“เราสามารถยุติการแพร่ระบาดของ HIV ได้ด้วยความรู้ การยอมรับ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :อ.พญ.กวิสรา กระแสเวส อายุรแพทย์ หน่วยวิชาโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
