โรคต้อหินเป็นโรคทางตาชนิดหนึ่ง ที่มีการทำลายขั้วประสาทตาเกิดขึ้น ส่งผลทำให้เซลล์ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้นอย่างช้าๆ ส่งผลทำให้มีการสูญเสียลานสายตาตั้งแต่ข้างนอกดวงตาเข้ามาข้างในกลางลานสายตา ทำให้การมองเห็นแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นตาบอดในที่สุด
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการทำให้เกิดโรคต้อหิน
- ความดันลูกตาที่สูงขึ้น ซึ่งค่าปกติอยู่ในช่วง 5-12 mmHg. ในขณะที่คนเป็นโรคต้อหินความดันจะสูงมากกว่าค่าปกติ ซึ่งผลจากความดันที่สูงจะเกิดการกดทำลายเนื้อเยื่ออ่อนในลูกตาหรือขั้วประสาทตา ส่งผลทำให้เกิดต้อหินได้ในที่สุด
- อายุมากขึ้นมีโอกาสในการเกิดโรคต้อหินมากกว่า
- หากสมาชิกในครอบครัวมีโรคต้อหิน สมาชิกในครอบครัวจะมีความเสี่ยงเป็นโรคต้อหินได้ถึง 5 เท่า
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไทรอยด์ ไมเกรน จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติ
- ผู้ที่มีภาวะทางกาย สายตาที่สั้นหรือยาวมากๆ ผ่านการประสบอุบัติเหตุทางสายตาหรือผู้ที่ใช้สเตรียรอยด์เป็นระยะเวลานาน จะมีโอกาสเสี่ยงสูง
ในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่เมื่อผู้ป่วยส่วนมากที่อาการตามัว เมื่อมาตรวจตาแล้วส่วนใหญ่จะพบโรคต้อหินในระยะสุดท้าย หรือเป็นมานานแล้ว ในส่วนน้อยอาการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนได้หรือที่เรียกว่าอาการเฉียบพลัน มักจะมีอาการ ปวดตา ตามัวลง เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ ตาแดง เป็นต้น
การรักษาโรคต้อหิน
- การหยอดยา
- การรับประทานยา
- เลเซอร์
- การผ่าตัด
แพทย์แนะนำว่าการตรวจคัดครองโรคต้อหินเป็นสิ่งสำคัญ โดยแนะนำหากผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป ควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยง
ติดตามผ่าน
Facebook: https://cmu.to/g67o9
Youtube: https://cmu.to/4VFdp
วิทยากรโดย
ผศ.พญ.ธิดารัตน์ ลีอังกูรเสถียร
อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช.

