mourning ribbon

เด็กไทยเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 11 ปี แพทย์ มช. จับมือโรงเรียนสารภีพิทยาคม สร้างต้นแบบโรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า

เด็กไทยอายุเพียง 11 ปี หรือยังอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา คืออายุที่น้อยที่สุดของผู้ที่เริ่มทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า จากผลการสำรวจนักเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้รุกล้ำเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย และกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของทั้งภาคการศึกษาและสาธารณสุข

จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโรงเรียนสารภีพิทยาคม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันพัฒนา “สารภีพิทยาคมโมเดล” เพื่อสร้างระบบป้องกัน เฝ้าระวัง และช่วยเหลือนักเรียนให้เลิกบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่การเป็นต้นแบบการป้องกันและลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย รศ.พญ.วิชุดา จิรพรเจริญ และ รศ.ดร.พญ.นิดา บัววังโป่ง จากหน่วยการเสพติด ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมุ่งสร้างกลไกการทำงานร่วมกันของ 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ครู แกนนำนักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผ่านการสื่อสาร การให้ความรู้ การสร้างทักษะการปฏิเสธ และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า

การพัฒนาโมเดลตั้งอยู่บนฐานข้อมูลจากการสำรวจนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 ในโรงเรียนระดับอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 920 คน พบว่า 237 คน หรือร้อยละ 25.8 เคยทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่ 68 คน หรือร้อยละ 7.4 เคยใช้ภายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และอายุที่เริ่มใช้ต่ำสุดอยู่ที่เพียง 11 ปี

ผลการสำรวจยังพบว่า นักเรียนที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีอาการผิดปกติทางสุขภาพหลายด้าน โดยอาการที่พบมากที่สุดคือ เหนื่อย ร้อยละ 73.5 รองลงมา ได้แก่ แน่นหน้าอก ร้อยละ 41.2 ไอ ร้อยละ 36.8 และ ระคายคอ ร้อยละ 32.4 สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพของเยาวชนอย่างชัดเจน

ด้านพฤติกรรมการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า การซื้อจากเพื่อน เป็นช่องทางหลัก คิดเป็นร้อยละ 40.5 รองลงมาคือการสั่งซื้อผ่าน LINE ร้อยละ 27.8 และ Facebook ร้อยละ 26.6 แสดงให้เห็นว่าการแพร่กระจายของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนเกิดขึ้นผ่านเครือข่ายเพื่อนและช่องทางออนไลน์เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต โดยผู้ใช้มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางเพิ่มขึ้น 2.44 เท่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรงเพิ่มขึ้น 4.30 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเด็กและเยาวชน หลายคนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยคลายเครียด ช่วยเลิกบุหรี่มวน หรือปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป ทั้งที่ในความเป็นจริง นิโคตินเป็นสารเสพติดที่กระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดการพึ่งพาสาร เพิ่มความเครียดในระยะยาว และบุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารพิษและโลหะหนักที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

รศ.พญ.วิชุดา จิรพรเจริญ กล่าวว่า “ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าได้เปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ที่เคยมุ่งเป้าไปยังผู้ใหญ่ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่มวน กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเจาะกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน โดยสัดส่วนผู้ใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชนสูงกว่ากลุ่มวัยเริ่มต้นทำงานถึง 2 เท่า และสูงกว่ากลุ่มอายุ 50–60 ปีขึ้นไปถึง 10 เท่า นอกจากนี้ สมองของเด็กและวัยรุ่นยังอยู่ในช่วงพัฒนา นิโคตินและสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าจะรบกวนการเจริญเติบโตของสมอง ส่งผลต่อสมาธิ ความจำ และการเรียนรู้ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเครียด โรคซึมเศร้า และอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตายในวัยรุ่น จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้เด็กตั้งแต่อายุยังน้อย”

ด้าน รศ.ดร.พญ.นิดา บัววังโป่ง กล่าวว่า “การพบเด็กเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี เป็นสัญญาณว่าการป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทั้งการเริ่มใช้และการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าคือ สิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะเพื่อน ครอบครัว และคนใกล้ชิด เด็กจำนวนไม่น้อยใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ในทางกลับกัน เด็กที่มีผลการเรียนดี มีความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง จะมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติดน้อยกว่า ขณะที่การศึกษากลุ่มเด็กที่สามารถเลิกบุหรี่ไฟฟ้าได้สำเร็จ พบว่ากว่าครึ่งมีปัจจัยร่วมคือ ไม่มีคนในครอบครัวหรือเพื่อนสูบบุหรี่ไฟฟ้า และได้รับการสนับสนุนจากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลิกสูบ”

ด้านนายวิรัตน์ มาตันบุญ ผู้อำนวยการโรงเรียนสารภีพิทยาคมเปิดเผยว่า “แม้ตัวเลขผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนสารภีพิทยาคมจะยังไม่สูงจนวิกฤต แต่จากการเฝ้าระวังกลับพบสัญญาณเตือนภัยที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะสถิติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มเสี่ยงหลักคือกลุ่มนักเรียนชายระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งหลายคนมีพฤติกรรมเริ่มทดลองใช้มาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้า ยังอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงขึ้น จากสารพิษหลากชนิดที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหอมและสีสันอันสดใส ทำลายสมองและร่างกายของเด็กในระยะยาว และ อาจเป็นสะพานเชื่อมไปสู่สิ่งเสพติดชนิดอื่น ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าทำให้โรงเรียนสารภีพิทยาคม ร่วมกับหน่วยการเสพติด ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันพัฒนา”สารภีพิทยาคมโมเดล” หรือ โมเดลการป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยสร้างกลไกการทำงานระหว่าง ครู แกนนำนักเรียน และ ผู้ปกครอง มีการวางระบบการเฝ้าระวังเพื่อคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง การพัฒนาศักยภาพครู นักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อให้มีความรู้เท่าทันสื่อ มีทักษะการสื่อสาร สร้างครูที่ให้คำปรึกษาได้จริง และ ส่งต่อเด็กที่ต้องได้รับการบำบัด โดยเน้นการดูแลแบบไม่ตีตราร่วมกับผู้ปกครอง ไม่เพียงระบบการดูแลช่วยเหลือในโรงเรียน แต่โมเดลนี้ ยังอาศัยพลังครอบครัว และ ชุมชน ขอความร่วมมือชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ร้านค้า สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่รอบโรงเรียน ทำให้สารภีพิทยาคมโมเดล เป็นแนวทางการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ และ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”

“สารภีพิทยาคมโมเดล” จึงไม่ใช่เพียงโครงการรณรงค์เลิกบุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นต้นแบบของการทำงานเชิงรุกที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ โรงเรียน ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อสร้างระบบป้องกัน เฝ้าระวัง คัดกรอง ช่วยเหลือ และส่งต่อผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าอย่างครบวงจร มุ่งสู่การสร้างสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของเยาวชนอย่างยั่งยืน

อ้างอิงบทสัมภาษณ์จาก สำนักข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

เรียบเรียงโดย นส.ธัญญลักษณ์ สดสวย งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มช.

#บุหรี่ไฟฟ้า #โรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU