mourning ribbon

เล็กแต่ร้าย อันตรายจาก “โรคฉี่หนู” | คลิป

โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียรูเกลียวชนิดหนึ่ง ซึ่งจะอยู่ในสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค คือ หนู สุกร (หมู) โค (วัว) กระบือ (ควาย) แต่ว่าพบบ่อยในหนู โดยเชื้อจะอยู่ที่ไตของสัตว์พาหะ เมื่อสัตว์ปัสสาวะ จะมีการหลั่งเชื้อออกมาด้วย โดยจะมีอยู่ตามดิน โคลนหรือแหล่งน้ำ โดยปกติเชื้อของโรคฉี่หนูจะมีการฟักตัวเวลาประมาณ 2-3 วัน หรืออาจจะยาวไปถึง 2-3 สัปดาห์ หลังจากติดเชื้อโรคฉี่หนูผู้ป่วยบางรายอาจจะมีหรือไม่มีอาการก็ได้


สาเหตุของโรคฉี่หนู

  1. สัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะโดยตรง
  2. สัมผัสกับบริเวณที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ แหล่งน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง โดยเชื้อสามารถผ่านทางผิวหนังบริเวณแผล หรืออาจจะผ่านเยื่อเมือกตาของตา ปากจมูก ได้

อาการของโรคฉี่หนู แบ่งเป็น 2 ระยะ

ระยะที่ 1

การติดเชื้อโดยตรง ผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อ (บริเวณน่อง) ปวดหลัง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียถ่ายเหลว ตาแดง ระยะนี้อาการจะเกิดประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นผู้ป่วยจะดีขึ้นประมาณ 2-3 วัน และเข้าสู่ระยะที่ 2

ระยะที่ 2

ระยะที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ไตวาย/ตับวาย เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เลือดออกผิดปกติ ทางเดินหายใจล้มเหลว หากรุนแรงมากอาจะเสียชีวิตได้


การรักษา

  1. การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ
  2. รักษาตามอาการ เช่นมีไข้ จะให้ยาบรรเทาอาการปวดลดไข้เป็นต้น
  3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหะดังกล่าว หากจำเป็นต้องมีการสัมผัสแนะนำให้ใส่อุปกรณ์ป้องกันให้พร้อม
  4. ในชาวสวน ชาวนา เกษตรกร แนะนำให้ใส่รองเท้าบูท ถุงมือ เป็นต้น และหากมีการสัมผัส แนะนำชำระร่างกายทันที
  5. หากมีอาการเข้าข่ายแนะนำให้มาตรวจกับโรงพยาบาลทันที เพื่อป้องกันความรุนแรงและการเสียชีวิต

📍ติดตามผ่าน

Facebook: https://cmu.to/l5MAM
Youtube: https://cmu.to/0aeZh

วิทยากรโดย

อ.พญ.กวิสรา กระแสเวส
อาจารย์ประจำหน่วยโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์เขตร้อน
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียงบทความโดย: นางสาวกชพร มโนรส นักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
นักศึกษาฝึกงานงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มช.