mourning ribbon

“โรคสมาธิสั้น” รู้ ใส่ใจ วัยไหนก็เป็นได้ | คลิป

ติดตามผ่าน

Facebook: https://cmu.to/mxeYB
Youtube: https://cmu.to/W74mX


โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ อาการหลักคือ

สมาธิไม่ดี ไม่สามารถจดต่ออะไรได้นานกว่าคนปกติ จะมีอาการ เหม่อ ขี้ลืม สะเพร่า และเด็กบางคนจะมีอาการ Hyperactivity ร่วมด้วย คืออาการของอยู่ไม่นิ่ง ซน รอไม่ค่อยได้ อาการโรคสมาธิสั้นความอดทนน้อยควบคุมอารมณ์ไม่ได้

หากเป็นอาการสมาธิสั้นในผู้ใหญ่

จะมีอาการ เหม่อลอย จับใจความไม่ได้ จัดการความสำคัญไม่ได้ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังคนเหล่านี้จะมีปัญหาการทำงานเป็นกลุ่ม


สาเหตุของโรคสมาธิสั้น

เกิดจากปัญหาด้านพัฒนาการสมอง พันธุกรรมมีส่วนให้เกิดโรคสมาธิสั้น ครอบครัวเป็นโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคสมาธิสั้นต่อคนในครอบครัวรุ่นถัดไป หลายครั้งที่เด็กมาตรวจหาสาเหตุของโรค พบว่าสาเหตุ 1 ใน 6 มีผู้ปครองมีโรคสมาธิสั้นร่วมด้วย และมีรายงานวิจัยพบว่า “ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์” สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับเด็กที่เกิดมามีสมาธิสั้น

 สื่อ ไม่ได้ทำให้เกิดโรคสมาธิสั้นโดยตรง

แต่อาจจะทำให้มีอาการบางอย่างที่คล้าย การรอไม่ได้ จดจ่อไม่ได้ เป็นการติด “โดปามีน” จากการใช้แท็บแล็ตหรือโทรศัพท์มากเกินไป

หากส่งสัยว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ แนะนำให้ตรวจกับแพทย์หากปล่อยให้หายเองอาจจะทำให้เกิดผลเสีย สิ่งที่เป็นห่วงจากเด็กที่ไม่ได้รับการรักษา คือ จะทำให้เด็กไม่สามารถใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ อาจจะถูกตำหนิบ่อยขึ้น ความนับถือตนเองแย่ลง และปัญหาพฤติกรรมมอื่นๆ หากได้รับการรักษา จะได้ใช้ศักยภาพตนเองเต็มที่ ปัญหาต่างๆ ลดลงความรู้สึกดีกับตนเองเพิ่มขึ้น


การรักษาโรคสมาธิสั้น

การรักษาหลักคือการให้ยา ส่วนใหญ่จะตอบสนองดีต่อการให้ยาจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เพราะสิ่งแวดล้อมมีผลต่อสมาธิ เช่น นั่งทำงานที่สงบ หรือเด็กที่มีสมาธิสั้นจะต้องนั่งใกล้ครู (ด้านหน้า)  ไม่ควรให้เด็กนั่งหลังห้อง

สัดส่วนสมาธิสั้นในประเทศไทยเด็กเป็นสมาธิสั้น 7% ในประเทศไทย ใน 1 ห้อง โอกาสที่จะเป็นสมาธิสั้น เจอได้ถึง 3-4 คน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเข้าถึงการรักษาโรคสมาธิสั้นในไทยยังต่ำ หากผู้ปกครองสงสัยว่าลูกมีอาการสมาธิสั้น การนำเข้าสู่การรักษาจะช่วยลดพฤติกรรมและปัญหาต่างๆได้

วิทยากรโดย
ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์
นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียงบทความโดย: นางสาวกชพร มโนรส นักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นักศึกษาฝึกงานงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มช.