mourning ribbon

“หัวใจหยุดเต้น” ไม่ได้เกิดเฉพาะคนเป็นโรคหัวใจ! แพทย์ มช. ชี้สัญญาณอันตราย รู้ CPR–AED ช่วยชีวิตได้ก่อนสายเกินไป

 

หลายคนอาจเข้าใจว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้น” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สูงอายุ หรือคนที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม แต่ในความเป็นจริง ภาวะหัวใจหยุดเต้นสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้แต่คนที่ดูแข็งแรงและไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจก็มีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้

 

สาเหตุไม่ได้มีเพียงโรคหัวใจเท่านั้น แต่อาจเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคของระบบไฟฟ้าหัวใจหรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด รวมถึงภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ เช่น การสำลัก จมน้ำ ไฟฟ้าช็อต การเสียเลือดรุนแรง ลิ่มเลือดอุดตันในปอด ตลอดจนการได้รับยาเกินขนาดหรือสารพิษ

 

เมื่อหัวใจหยุดเต้น ทุกนาทีมีความหมาย การสังเกตอาการอย่างรวดเร็ว โทร 1669 เริ่มทำ CPR และใช้เครื่อง AED อย่างทันท่วงที สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมาก

 

ภาวะหัวใจหยุดเต้นคืออะไร? ต่างจาก “หัวใจวาย” อย่างไร?

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คือ ภาวะที่หัวใจหยุดสูบฉีดเลือดอย่างกะทันหัน ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญของร่างกายได้อย่างเพียงพอ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เช่น การทำ CPR และการใช้เครื่อง AED ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที

 

ส่วนคำว่า “หัวใจวาย” เป็นภาษาพูดที่มีความหมายไม่จำเพาะ และอาจถูกใช้เรียกภาวะทางหัวใจหลายรูปแบบ จึงไม่ได้หมายความว่าหัวใจหยุดเต้นเสมอไป อย่างไรก็ตาม โรคหัวใจบางชนิดหรือภาวะหัวใจที่รุนแรงก็สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้

 

เมื่อหัวใจหยุดเต้น ร่างกายและสมองจะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อหัวใจหยุดเต้น เลือดและออกซิเจนจะไม่สามารถไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ ทำให้ผู้ป่วยหมดสติอย่างรวดเร็ว

 

หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ ความเสียหายของอวัยวะ โดยเฉพาะสมอง จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ขาดเลือดและออกซิเจน และอาจนำไปสู่ความพิการทางระบบประสาทหรือเสียชีวิตได้

 

ดังนั้น “เวลา” จึงมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ยิ่งเริ่ม CPR และใช้ AED ได้เร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสช่วยรักษาการทำงานของสมองและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

 

คนที่ดูแข็งแรงและไม่เคยเป็นโรคหัวใจ มีโอกาสหัวใจหยุดเต้นหรือไม่?

  • คำตอบคือ มีโอกาส

แม้ผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่เดิมจะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ภาวะหัวใจหยุดเต้นมีสาเหตุได้หลากหลาย และโรคบางชนิดอาจยังไม่แสดงอาการหรือไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน

 

ดังนั้น การที่คนหนึ่งดูแข็งแรง หรือไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น

 

สาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจหยุดเต้นมีอะไรบ้าง?

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคหัวใจโดยตรง และภาวะฉุกเฉินอื่นที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนหรือระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว เช่น

  • โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง
  • โรคของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น โรคไหลตาย
  • การสำลัก
  • การจมน้ำ
  • ภาวะเสียเลือดรุนแรง
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด
  • การได้รับสารพิษหรือยาเกินขนาด
  • ความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกายอย่างรุนแรง

จึงเห็นได้ว่าภาวะหัวใจหยุดเต้นไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของภาวะฉุกเฉินรุนแรงจากหลายสาเหตุ

 

โรคหัวใจชนิดใดมีความเสี่ยงมากที่สุด?

  • ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ โรคประจำตัว และความรุนแรงของโรค

 

ในผู้ใหญ่ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่เคยเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย เนื่องจากบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหายหรือเกิดแผลเป็นสามารถเป็นจุดกำเนิดของหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดอันตรายได้

 

นอกจากนี้ ภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินบางอย่างก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน

 

หัวใจเต้นผิดจังหวะเกี่ยวข้องกับหัวใจหยุดเต้นอย่างไร?

หัวใจของเรามีระบบไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ควบคุมให้หัวใจบีบตัวอย่างเป็นจังหวะ หากระบบไฟฟ้านี้เกิดความผิดปกติอย่างรุนแรง หัวใจอาจเต้นเร็วมาก เต้นผิดจังหวะ หรือเต้นอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น

 

โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น Brugada syndrome สามารถทำให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะจากห้องล่างชนิดรุนแรง

 

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่เคยมีอาการมาก่อน แต่เมื่อเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง อาจหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้

 

Brugada syndrome เป็นหนึ่งในโรคสำคัญที่สามารถอธิบายการเสียชีวิตกะทันหันขณะพักหรือนอนหลับ ซึ่งคนไทยมักรู้จักในบริบทของคำว่า “ไหลตาย”

 

นี่เป็นอีกเหตุผลที่เครื่อง AED มีความสำคัญ เพราะเครื่องสามารถตรวจวิเคราะห์จังหวะหัวใจ และหากพบหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่สามารถรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า เครื่องจะสั่งให้ช็อก เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบไฟฟ้าของหัวใจกลับมาทำงานอย่างเป็นระเบียบอีกครั้ง

 

นอกจากโรคหัวใจ มีสาเหตุอื่นที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นหรือไม่?

มีหลายสาเหตุ เช่น การสำลัก จมน้ำ ไฟฟ้าช็อต การเสียเลือดรุนแรง ลิ่มเลือดอุดตันในปอด ความผิดปกติของเกลือแร่ รวมถึงยา สารพิษ หรือสารเสพติดบางชนิด

 

ภาวะเหล่านี้สามารถทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนหรือระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว จนท้ายที่สุดนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

 

การออกกำลังกายหนักสามารถกระตุ้นให้หัวใจหยุดเต้นได้หรือไม่?

สามารถเป็นตัวกระตุ้นได้ในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจซ่อนอยู่ เนื่องจากการออกกำลังกายหนักทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนส่วนใหญ่ การออกกำลังกายเป็นประจำมีประโยชน์ต่อหัวใจมากกว่าความเสี่ยง จึงควรออกกำลังกายให้เหมาะกับสมรรถภาพของตนเอง ค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนัก และหลีกเลี่ยงการหักโหม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

หากมีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด หรือเหนื่อยผิดปกติขณะออกกำลังกาย ควรหยุดออกกำลังกายและเข้ารับการประเมิน

 

ก่อนหัวใจหยุดเต้น มีสัญญาณเตือนหรือไม่?

ภาวะหัวใจหยุดเต้นบางครั้งอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการเตือนมาก่อน แต่ในบางรายอาจมีอาการผิดปกตินำมาก่อน ซึ่งแตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หายใจเหนื่อยผิดปกติ
  • เป็นลมหรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เหนื่อยง่ายหรือออกกำลังกายได้น้อยลงผิดปกติ
  • โดยเฉพาะ การหมดสติขณะออกกำลังกาย หรือหมดสติร่วมกับใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก เป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม

 

นอกจากนี้ หากมีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ควรแจ้งแพทย์และได้รับการประเมินเพิ่มเติม

 

อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์?

อาการบางอย่างอาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเกิดขณะออกแรง ได้แก่

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายหรือออกแรง
  • เหนื่อยหรือหอบผิดปกติ มากกว่าที่เคยเป็น
  • ใจสั่นร่วมกับหน้ามืด เกือบเป็นลม หรือหมดสติ
  • เป็นลมหรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะขณะออกกำลังกาย หรือขณะนอนราบ
  • มีอาการเหล่านี้ร่วมกับประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย

 

หากมีอาการรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบากมาก หรือหมดสติ ควรโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง

 

สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงหรือเกิดหัวใจหยุดเต้นก่อนจึงมาตรวจ เพราะโรคหัวใจบางชนิดสามารถตรวจพบและรักษาเพื่อลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์รุนแรง

 

หากพบคนหมดสติ จะแยกอย่างไรว่าเป็นหัวใจหยุดเต้น?

ให้จำหลักง่าย ๆ ว่า

“ไม่ตอบสนอง + ไม่หายใจตามปกติ = สงสัยหัวใจหยุดเต้น”

 

เมื่อพบคนล้มลง ให้ตรวจความปลอดภัยของบริเวณนั้นก่อน จากนั้นเรียกผู้ป่วยและแตะบริเวณไหล่ หากไม่ตอบสนอง ให้สังเกตว่าหายใจปกติหรือไม่

หากไม่หายใจ หรือมีเพียงการหายใจเฮือก ให้สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้นและเริ่มขั้นตอนการช่วยชีวิตทันที

 

ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นบางรายอาจมีอาการเกร็งหรือกระตุกคล้ายชักในช่วงแรกได้ ดังนั้น หากมีอาการคล้ายชักแล้วหลังจากนั้นยังไม่รู้สึกตัวและไม่หายใจปกติ ต้องนึกถึงภาวะหัวใจหยุดเต้นด้วย

 

การหายใจเฮือก ๆ หลังหมดสติ ถือว่าหายใจอยู่หรือไม่?

ไม่ถือว่าเป็นการหายใจปกติ

 

ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นบางรายอาจยังมีการหายใจเฮือกเป็นพัก ๆ หรือมีเสียงกรน หอบ หรืออ้าปากหายใจเป็นครั้งคราว ซึ่งเรียกว่า Agonal breathing และอาจทำให้คนรอบข้างเข้าใจผิดว่ายังหายใจอยู่

หากผู้ป่วยหมดสติและมีเพียงการหายใจเฮือก ให้สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้นและเริ่มช่วยชีวิตทันที ไม่ควรรอดูว่าอาการจะดีขึ้นเอง

 

หากพบคนหมดสติและสงสัยหัวใจหยุดเต้น ควรทำอะไร?

หากพบคนหมดสติและสงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น ให้ตั้งสติและทำตามลำดับดังนี้

  1. ประเมินความปลอดภัย

ตรวจว่าบริเวณเกิดเหตุปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้ป่วย

  1. เรียกและประเมิน

เรียกและแตะไหล่ หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจตามปกติ ให้สงสัยหัวใจหยุดเต้น

  1. โทร 1669 และหา AED

หากมีคนอื่นอยู่ ให้คนหนึ่งโทร 1669 และอีกคนไปนำ AED มา

  1. เริ่มกดหน้าอกทันที

อย่ารอรถพยาบาล เพราะทุกนาทีมีค่า

  1. ใช้ AED ทันทีที่มาถึง

เปิดเครื่องและทำตามคำแนะนำของเครื่อง

 

ควรโทร 1669 ก่อน หรือเริ่ม CPR ก่อน?

หากอยู่คนเดียวและมีโทรศัพท์มือถือ ให้โทร 1669 เปิดลำโพง แล้วเริ่มกดหน้าอกทันที เจ้าหน้าที่สามารถแนะนำการทำ CPR ระหว่างรอรถพยาบาลได้

 

หากมีหลายคน ให้แบ่งหน้าที่กันทันที เช่น คนหนึ่งโทร 1669 อีกคนไปนำ AED ส่วนผู้ที่อยู่กับผู้ป่วยให้เริ่ม CPR โดยไม่ชักช้า

 

การกดหน้าอกที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร?

สำหรับผู้ใหญ่ ให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็ง วางส้นมือที่กึ่งกลางหน้าอก บริเวณครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก วางมืออีกข้างทับ เหยียดแขนตรง แล้วกดลงด้วยน้ำหนักตัว

หลักสำคัญของการกดหน้าอก ได้แก่

  • เร็ว: 100–120 ครั้งต่อนาที
  • ลึก: อย่างน้อย 5 เซนติเมตร และหลีกเลี่ยงการกดลึกเกิน 6 เซนติเมตร
  • คืนตัว: ปล่อยให้หน้าอกคืนตัวเต็มที่ทุกครั้ง
  • ต่อเนื่อง: หลีกเลี่ยงการหยุดกดหน้าอกโดยไม่จำเป็น

 

คนทั่วไปที่ไม่เคยเรียน CPR สามารถช่วยได้หรือไม่?

  • ช่วยได้ และควรช่วย

 

หากพบผู้ใหญ่หมดสติและไม่หายใจตามปกติ แม้ไม่เคยเรียน CPR ก็สามารถช่วยได้ โดยโทร 1669 และเริ่มกดหน้าอกทันที เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ฉุกเฉินสามารถแนะนำขั้นตอนผ่านโทรศัพท์ระหว่างรอรถพยาบาลได้

 

สิ่งสำคัญคืออย่ากลัวว่าจะทำไม่สมบูรณ์แบบจนไม่กล้าช่วย เพราะการเริ่มกดหน้าอกทันทีมีประโยชน์มากกว่าการไม่ทำอะไร และสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยได้

 

AED คืออะไร และประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้หรือไม่?

AED หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถวิเคราะห์จังหวะหัวใจของผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น และให้การช็อกไฟฟ้าเมื่อพบหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่สามารถรักษาด้วยการช็อกได้

 

AED ถูกออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องจะวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจโดยอัตโนมัติ และจะสั่งให้ช็อกไฟฟ้าเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานและผู้ป่วย

 

การใช้งานไม่ได้ซับซ้อน เพียงจำหลักง่าย ๆ

“เปิด – แปะ – วิเคราะห์ – ช็อก”

 

  • เปิด เครื่อง แล้วทำตามคำแนะนำของเครื่อง
  • แปะ แผ่นนำไฟฟ้าตามตำแหน่งที่แสดงบนรูปภาพ
  • วิเคราะห์ จังหวะหัวใจ โดยไม่สัมผัสตัวผู้ป่วย
  • ช็อก หากเครื่องสั่งให้ช็อก แล้วรีบกลับมากดหน้าอก (CPR) ต่อทันที

 

หากใช้ AED ไม่เป็น ควรทำอย่างไร?

ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้ผิด เพราะ AED ถูกออกแบบมาให้ประชาชนทั่วไปใช้งานได้ เมื่อเปิดเครื่องแล้วให้ทำตามเสียงหรือภาพแนะนำทีละขั้นตอน

 

หากไม่มั่นใจ สามารถโทร 1669 เปิดลำโพงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำได้ สิ่งสำคัญคือ อย่ารอคนที่ใช้ AED เป็น แต่ให้นำเครื่องมาใช้โดยเร็วที่สุด

 

ทำไมการช่วยเหลือในช่วงนาทีแรกจึงสำคัญมาก?

เมื่อหัวใจหยุดเต้น เลือดและออกซิเจนจะไม่สามารถไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้อย่างเพียงพอ ยิ่งเริ่มช่วยเหลือช้า โอกาสรอดชีวิตและโอกาสที่สมองจะฟื้นตัวได้ดีก็ยิ่งลดลง

 

ดังนั้น การโทร 1669 การเริ่ม CPR และการใช้ AED ให้เร็วที่สุด จึงมีความสำคัญอย่างมาก

 

หากปล่อยให้หัวใจหยุดเต้นนานโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ สมองจะเป็นอย่างไร?

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ต้องการเลือดและออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง เมื่อหัวใจหยุดเต้น สมองจะเริ่มได้รับผลกระทบภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที และยิ่งขาดเลือดนาน ความเสียหายของสมองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนอาจเกิดความพิการทางระบบประสาทหรือเสียชีวิตได้

 

หัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่มีโรคหัวใจเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ คือ “รู้ให้ทันและช่วยให้เร็ว”

 

หากพบผู้หมดสติและไม่หายใจตามปกติ อย่ารอให้แน่ใจ 100% จนเสียเวลา ให้สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น โทร 1669 เริ่ม CPR และใช้ AED ทันทีที่มีเครื่อง

 

เพราะในภาวะหัวใจหยุดเต้น ทุกนาทีมีความหมาย และการช่วยเหลือจากคนรอบข้างอาจเป็นโอกาสสำคัญของการรอดชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :นพ.วุฒิพงศ์ ศรีชัวชม อาจารย์พิเศษ ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช. และแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

เรียบเรียง:นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

#AED #CPR #หัวใจหยุดเต้น #ทุกนาทีมีความหมาย #ช่วยชีวิต #วิ่งปลอดภัย #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช#หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU