
กินยาแก้ปวด 2 ยี่ห้อพร้อมกัน…ระวัง!
เภสัชกร คณะแพทย์ มช. เตือน “ตัวยาอาจซ้ำ”
เสี่ยงเกินขนาด กระทบตับ ไต กระเพาะอาหาร และหัวใจ
.
ยาแก้ปวดเป็นหนึ่งในยาที่หลายคนคุ้นเคยและมักเลือกซื้อรับประทานเองเมื่อมีอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดจากการทำงาน หรืออาการไม่สบายต่าง ๆ เพราะเป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย จนบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า “ยาแก้ปวดเป็นยาสามัญ ซื้อเองได้ ก็น่าจะปลอดภัย” แต่ในความเป็นจริง การซื้อยาได้เองไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้ยาได้โดยไม่มีข้อควรระวัง
.
ภญ.ณัฐริยา ศุภอมฤต งานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่า “ปัจจุบันพบผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกวิธีค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะการซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยาเกินขนาด การใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่ทราบความเสี่ยง หรือการรับประทานยาหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่รู้ว่ามีตัวยาซ้ำกัน
.
หนึ่งในตัวอย่างที่พบได้ คือ “พาราเซตามอล” ซึ่งอาจเป็นส่วนประกอบอยู่ในยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้หวัดบางชนิด หากรับประทานยาหลายรายการร่วมกันโดยไม่ตรวจสอบส่วนประกอบ อาจทำให้ได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดโดยไม่รู้ตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษต่อตับได้”
.
Overdose ไม่จำเป็นต้องกินทีละหลายสิบเม็ด
.
คำว่า “กินยาแก้ปวดเกินขนาด” หรือ Overdose หมายถึง การได้รับยาแก้ปวดในปริมาณที่มากกว่าขนาดที่แนะนำ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานในครั้งเดียวมากเกินไป หรือรับประทานสะสมเกินขนาดภายในระยะเวลาที่กำหนด จนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยาและอันตรายต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
.
หลายคนอาจเข้าใจว่า “เกินขนาด” หมายถึงการกินยาครั้งละหลายสิบเม็ดเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงอาจเกิดจากการรับประทานยาแก้ปวดถี่กว่าที่ฉลากแนะนำ การเพิ่มขนาดยาเองเพราะอาการปวดยังไม่ดีขึ้น หรือการรับประทานยาหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่ทราบว่ามีตัวยาสำคัญชนิดเดียวกันเป็นส่วนประกอบ
.
แม้ยาแก้ปวดหลายชนิดจะเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่หากใช้เกินขนาดหรือใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะยาทุกชนิดมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับชนิดยา ปริมาณที่ได้รับ และโรคประจำตัวของผู้ใช้
.
โดยเฉพาะ “พาราเซตามอล” แม้จะเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม แต่หากได้รับเกินขนาด ตับอาจไม่สามารถกำจัดสารพิษที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงยาได้เพียงพอ ทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย และอาจเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ตับวาย หรือเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
.
ที่น่ากังวลคือ ในระยะแรกผู้ที่ได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออ่อนเพลีย ทำให้เข้าใจว่าไม่รุนแรง แต่หลังจากนั้นประมาณ 1–3 วัน อาจเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันและตับวายได้
.
ปวดมาก ไม่ใช่ยิ่งกินเยอะยิ่งหายเร็ว
อีกความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องคือ หากรับประทานยาแล้วอาการปวดยังไม่ดีขึ้น สามารถเพิ่มจำนวนเม็ดหรือรับประทานยาซ้ำเร็วขึ้นได้ เพราะคิดว่ายิ่งกินมาก อาการปวดจะยิ่งหายเร็ว
.
เภสัชกรเน้นว่า การเพิ่มขนาดยาแก้ปวดมากกว่าที่ระบุบนฉลาก ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้นหรือดีขึ้นมากกว่าเดิมเสมอไป แต่กลับอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดและเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
.
หากรับประทานยาแล้วไม่หายภายใน 1–2 ชั่วโมง ไม่ควรกินยาซ้ำทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบคำแนะนำการใช้ยา เพราะยาแก้ปวดแต่ละชนิดมีระยะเวลาการออกฤทธิ์และช่วงเวลาระหว่างมื้อยาที่แตกต่างกัน ควรตรวจสอบฉลากยาว่าต้องเว้นระยะห่างเท่าใดก่อนรับประทานครั้งถัดไป และไม่ควรเพิ่มขนาดยาเอง
.
ยาแก้ปวดแต่ละกลุ่ม อันตรายต่ออวัยวะต่างกัน
ยาแก้ปวดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเหมือนกัน หากใช้เกินขนาดหรือใช้ไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ดังนี้
.
พาราเซตามอล มีความเสี่ยงสำคัญต่อตับ หากได้รับเกินขนาดอาจทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตับวาย และอาจเสียชีวิตได้
.
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac และ celecoxib อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและแผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร การทำงานของไตลดลง รวมถึงในบางรายอาจส่งผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
.
ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (Opioids) เช่น tramadol แม้จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่หากใช้เกินขนาดอาจกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม หายใจช้าลง หรือหยุดหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด
.
ระวัง “ยาหลายยี่ห้อ” แต่ตัวยาเดียวกัน
พาราเซตามอลเป็นยาที่มีโอกาสได้รับเกินขนาดโดยไม่รู้ตัวได้ เนื่องจากเป็นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและอาจเป็นส่วนประกอบของยาหลายชนิด
.
ดังนั้น ก่อนรับประทานยาแต่ละชนิด ไม่ควรดูเพียงชื่อยี่ห้อหรือรูปแบบบรรจุภัณฑ์ แต่ควรตรวจสอบ “ชื่อสามัญของยา” หรือตัวยาสำคัญด้วย เพราะยาหลายยี่ห้ออาจมีตัวยาชนิดเดียวกัน หากรับประทานพร้อมกันอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ
.
นอกจากพาราเซตามอลแล้ว การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หลายชนิดร่วมกันก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร และส่งผลต่อการทำงานของไตได้
.
ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาแก้ปวด ยิ่งต้องระวัง
.
การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาแก้ปวดบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายจากยาได้ โดยพาราเซตามอลอาจเพิ่มภาระต่อตับ โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มเป็นประจำหรือดื่มปริมาณมาก ขณะที่การใช้ NSAIDs เช่น ibuprofen หรือ naproxen ร่วมกับแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคือง แผลในกระเพาะอาหาร และเลือดออกในทางเดินอาหาร
.
สำหรับยาแก้ปวดบางชนิดที่มีฤทธิ์กดระบบประสาท การใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์อาจทำให้ง่วงซึม มึนงง การตอบสนองช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
.
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่ใช้ยาแก้ปวด โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้อยู่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์หรือไม่ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
.
ผู้มีโรคตับ โรคไต และผู้สูงอายุ ต้องระวังเป็นพิเศษ
.
ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต หรือผู้สูงอายุ ควรใช้ยาแก้ปวดด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากตับและไตมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและกำจัดยาออกจากร่างกาย หากการทำงานของอวัยวะเหล่านี้ลดลง ยาอาจสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้
.
ผู้ที่มีโรคตับควรระมัดระวังการใช้ยาที่มีผลต่อตับ เช่น พาราเซตามอล ขณะที่ผู้ที่มีโรคไตควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาแก้ปวดบางกลุ่ม เช่น NSAIDs
.
ส่วนผู้สูงอายุอาจมีความไวต่อฤทธิ์ของยามากขึ้น และมักมีโอกาสใช้ยาหลายชนิดจากโรคประจำตัว จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับยาซ้ำ ปฏิกิริยาระหว่างยา หรือผลข้างเคียง เช่น ง่วงซึม เวียนศีรษะ และการหกล้ม
.
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรรอดูอาการ
.
อาการที่ควรเฝ้าระวังเมื่อสงสัยว่าอาจได้รับยาแก้ปวดเกินขนาด ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ไม่สบายท้อง ปวดท้อง เวียนศีรษะ ง่วงซึม สับสน หรือมีอาการผิดปกติของการรับรู้
.
หากมีอาการหายใจผิดปกติ อ่อนแรงมาก หมดสติ ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการปวดท้องรุนแรง ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
.
ที่สำคัญ การได้รับยาเกินขนาดบางชนิด โดยเฉพาะพาราเซตามอล อาจยังไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก จึงไม่ควรรอจนมีอาการรุนแรง หากสงสัยว่าได้รับยาเกินขนาด ควรหยุดรับประทานยาเพิ่มเติมและรีบปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือหน่วยบริการทางการแพทย์
.
สงสัยกินยาเกินขนาด ทำอย่างไร?
.
หากสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดได้รับยาแก้ปวดเกินขนาด สิ่งสำคัญคือ
- หยุดรับประทานยาแก้ปวดเพิ่มทันที และไม่พยายามแก้ไขด้วยการรับประทานยาอื่นเพิ่มเติม
- รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับยา ได้แก่ ชื่อยา ตัวยาสำคัญ ขนาดยา จำนวนเม็ด เวลาที่รับประทาน รวมถึงยาหรือเครื่องดื่มอื่นที่ใช้ร่วมกัน เพื่อแจ้งแก่แพทย์หรือเภสัชกร
- ติดต่อขอคำแนะนำจากสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการฉุกเฉิน โดยเฉพาะหากรับประทานยาในปริมาณมาก ไม่ทราบชนิดยา หรือเริ่มมีอาการผิดปกติ
หากมีอาการรุนแรง เช่น ซึมลงมาก หมดสติ หายใจผิดปกติ ชัก อาเจียนรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอย่างชัดเจน ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที
.
สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ ไม่ควรทำให้อาเจียนเอง เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรรอจนมีอาการรุนแรงก่อนขอความช่วยเหลือ และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์หรือรับประทานยาอื่นเพิ่มเติมเพื่อหวังลดอาการ
.
อ่านฉลากยาให้เป็น ลดความเสี่ยง “ยาซ้ำ”
.
ก่อนรับประทานยา ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญบนฉลาก ได้แก่ ชื่อยาและตัวยาสำคัญ ขนาดยาและวิธีใช้ ข้อควรระวังและคำเตือน วันหมดอายุ รวมถึงส่วนประกอบของยาอื่น ๆ
.
โดยเฉพาะยาผสม เช่น ยาแก้หวัด อาจมีส่วนประกอบของยาแก้ปวดอยู่ด้วย จึงควรตรวจสอบตัวยาสำคัญทุกครั้ง เพื่อป้องกันการได้รับยาซ้ำโดยไม่รู้ตัว
.
สำหรับระยะห่างในการรับประทานยา ไม่ควรกำหนดช่วงเวลาเองหรือรับประทานซ้ำเร็วกว่าที่แนะนำ เพราะอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด โดยตัวอย่างตามข้อมูลสัมภาษณ์ ได้แก่ พาราเซตามอลโดยทั่วไปมักเว้นระยะห่างทุก 4–6 ชั่วโมง ขณะที่ ibuprofen 400 mg ควรเว้นระยะห่างทุก 8 ชั่วโมง และ celecoxib 200 mg ควรเว้นระยะห่างทุก 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ควรใช้ตามฉลากยาและไม่ควรรับประทานยาหลายชนิดร่วมกันโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
ปวดต่อเนื่องหลายวัน อย่าฝืนกินยาเอง
.
หากใช้ยาแก้ปวดตามขนาดและวิธีใช้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องรับประทานยาบ่อยขึ้น หรือต้องเพิ่มขนาดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องหลายวัน มีโรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร มีประวัติเลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
.
นอกจากนี้ หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา เช่น คลื่นไส้ อาเจียนมาก ปวดท้องรุนแรง ถ่ายดำ ตัวเหลือง ตาเหลือง ง่วงซึมผิดปกติ หรือมีอาการแพ้ยา ควรรีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
.
หากมีอาการปวดที่ผิดปกติหรือรุนแรง เช่น ปวดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ปวดรุนแรงกว่าที่เคยเป็น ปวดหลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรง มีไข้สูง ซึมลง อ่อนแรงมาก ชา หรือมีอาการปวดร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
.
ลดปวดได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสมอไป
.
นอกจากการใช้ยาแล้ว การดูแลตนเองที่เหมาะสมยังสามารถช่วยลดอาการปวดได้ โดยควรเลือกวิธีให้เหมาะกับสาเหตุ ตำแหน่ง และความรุนแรงของอาการ เช่น พักและปรับกิจกรรม หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นอาการปวด ใช้ความร้อนหรือความเย็นอย่างเหมาะสม ยืดเหยียดหรือออกกำลังกายตามความเหมาะสม ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด
.
ในบางภาวะอาจใช้วิธีทางกายภาพบำบัด เช่น การออกกำลังกายเฉพาะส่วน หรือการฟื้นฟูโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดได้
.
ยาแก้ปวดยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการบรรเทาอาการ แต่การดูแลตนเองที่เหมาะสมร่วมด้วยสามารถช่วยลดอาการปวด เพิ่มคุณภาพชีวิต และลดการพึ่งพายาโดยไม่จำเป็น
.
“ซื้อเองได้” ไม่ได้แปลว่า “กินอย่างไรก็ได้”
.
ภญ.ณัฐริยา ฝากข้อคิดถึงประชาชนที่มักซื้อยาแก้ปวดรับประทานเองว่า ก่อนซื้อหรือรับประทานยา ควรหยุดคิดสักนิดว่า อาการปวดเกิดจากสาเหตุใดและจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ ยาที่เลือกใช้มีตัวยาอะไร ขนาดเท่าใด และมีโอกาสซ้ำกับยาที่ใช้อยู่หรือไม่ รวมถึงตนเองมีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ โรคไต โรคกระเพาะอาหาร หรือใช้ยาอื่นร่วมด้วยหรือไม่
.
ที่สำคัญ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการปวดยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรรับประทานยาหลายยี่ห้อร่วมกันโดยไม่ตรวจสอบตัวยาสำคัญ และไม่ควรใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
.
เพราะการใช้ยาแก้ปวดอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพียง “กินแล้วหายปวด” แต่คือ การใช้ยาเมื่อจำเป็น ใช้ในขนาดที่เหมาะสม รู้จักตรวจสอบตัวยาสำคัญ และรู้ว่าเมื่อใดควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
เอกสารอ้างอิง
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาแก้ปวดและยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย.
- U.S. Food and Drug Administration. Safe Use of Over-the-Counter Pain Relievers and Fever Reducers.
- U.S. Food and Drug Administration. Acetaminophen Safety Information.
- U.S. Food and Drug Administration. Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs (NSAIDs).
.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ภญ.ณัฐริยา ศุภอมฤต สังกัดงานบริการจ่ายยาผู้ป่วยนอก ฝ่ายเภสัชกรรม
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
เรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
#เภสัชมช #ยาแก้ปวด #ยาพาราเซตามอล #กินยาอย่างปลอดภัย #รู้ก่อนใช้ยา #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่#แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU