mourning ribbon
ลดน้ำหนักเร็วเกินไป เสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์ มช. เผยสาเหตุที่คนลดน้ำหนักไม่ควรมองข้าม

 

หลายคนมุ่งมั่นลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น แต่การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไปอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่หลายคนไม่คาดคิด โดยเฉพาะการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่อดอาหารอย่างหนัก รับประทานอาหารพลังงานต่ำมาก หรือมีการลดน้ำหนักมากกว่า 1.5–2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

 

รศ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) ได้จากหลายกลไก ประการแรก เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อยมาก โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ถุงน้ำดีจะไม่ได้รับการกระตุ้นให้บีบตัวตามปกติ ส่งผลให้น้ำดีค้างอยู่ในถุงน้ำดีเป็นเวลานานคอเลสเตอรอลในน้ำดีจึงตกผลึกได้ง่ายและก่อตัวเป็นนิ่วคอเลสเตอรอล เปรียบได้กับน้ำในบ่อที่นิ่งเป็นเวลานานจนเกิดตะกอนสะสม

 

นอกจากนี้ ในช่วงที่ร่างกายลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว จะมีการสลายไขมันสะสมจำนวนมากเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน ตับจึงขับคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกทางน้ำดี ส่งผลให้ความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น เมื่อมีปริมาณมากเกินไปก็จะเกิดการตกผลึกและพัฒนาเป็นนิ่วได้

 

อีกปัจจัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงของสมดุลสารในน้ำดี โดยปกติในน้ำดีจะมีเกลือน้ำดี (Bile Salts) และเลซิทิน (Lecithin) ช่วยละลายคอเลสเตอรอล แต่ในภาวะอดอาหารหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว สัดส่วนของสารเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปทำให้คอเลสเตอรอลตกผลึกได้ง่ายขึ้น

 

จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักแบบรวดเร็วมีโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดีรายใหม่ได้ประมาณ 10–25 เปอร์เซ็นต์ และในผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) ความเสี่ยงอาจเพิ่มสูงถึง 30–40 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วง6–18 เดือนแรกหลังการรักษา

 

รศ.นพ.จักรกริช กล่าวว่าแนวทางการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยควรลดน้ำหนักในอัตราประมาณ 0.5–1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยควบคุมให้ร่างกายขาดพลังงานประมาณวันละ 500–750 กิโลแคลอรี และควรรับประทานไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ปลาถั่ว อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก เพื่อช่วยกระตุ้นการบีบตัวของถุงน้ำดีให้เป็นไปตามปกติ

 

ทั้งนี้ ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วนเท่านั้นแต่ยังพบได้ในผู้ที่ลดน้ำหนักเร็วเกินไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 เช่นSemaglutide หรือ Tirzepatide ผู้ที่อดอาหารอย่างเข้มงวด ผู้ที่ทำ Intermittent Fasting (IF) ควบคู่กับการจำกัดพลังงานอย่างมาก รวมถึงผู้ที่ผ่านการผ่าตัดลดน้ำหนัก

 

จึงควรสังเกตอาการเตือนของนิ่วในถุงน้ำดี เช่น ปวดบริเวณชายโครงขวา ปวดร้าวไปสะบักขวา คลื่นไส้หลังรับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว ซึ่งพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด

 

สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักและมีอาการปวดชายโครงด้านขวาขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะหากมีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร อาการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

 

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 👇🏻

https://www.facebook.com/share/p/1Gks2R7mhg/

#ลดน้ำหนัก#นิ่วในถุงน้ำดี #MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่#แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU