
“ควรบริจาคเลือดแบบไหนดี?” เลือด vs เกล็ดเลือด ต่างกันอย่างไร แบบไหนช่วยชีวิตได้มากกว่า
การบริจาคโลหิตถือเป็นหนึ่งใน “การให้” ที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะสามารถช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้จริง อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงมีคำถามว่า ระหว่าง “การบริจาคเลือด” กับ “การบริจาคเกล็ดเลือด” นั้นแตกต่างกันอย่างไร และแบบใดช่วยผู้ป่วยได้มากกว่ากัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างครบถ้วนในทุกมิติ จากมุมมองของนักเทคนิคการแพทย์
.
บริจาคเลือด vs บริจาคเกล็ดเลือด ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “กระบวนการบริจาค” และ “ส่วนประกอบของเลือดที่ได้รับ” การบริจาคเลือดทั่วไป (Whole blood) คือการบริจาคเลือดทั้งส่วน จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการปั่นแยกด้วยเครื่อง เพื่อแยกออกเป็น • เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Red blood cells concentrate) • พลาสมา (Plasma) • เกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet concentrate) ขณะที่การบริจาคเกล็ดเลือด เป็นการบริจาคเฉพาะส่วน โดยใช้เครื่องแยกส่วนประกอบของเลือดอัตโนมัติ ดึงเฉพาะเกล็ดเลือดออกมาในรูปแบบ Single donor platelet (SDP) และคืนส่วนอื่น เช่น เม็ดเลือดแดงและพลาสมา กลับเข้าสู่ร่างกายผู้บริจาค ผลลัพธ์คือ การบริจาคเกล็ดเลือดจะได้เกล็ดเลือดที่มีความเข้มข้นสูงกว่าการบริจาคเลือดทั่วไปถึง 8–16 เท่า
.
การบริจาคเกล็ดเลือดคืออะไร?
การบริจาคเกล็ดเลือด คือการบริจาคเลือดเฉพาะส่วนด้วยวิธี Apheresis โดยเลือดของผู้บริจาคจะถูกส่งเข้าสู่เครื่องแยกส่วนประกอบ (Blood cell separator) เพื่อคัดแยกเฉพาะเกล็ดเลือดออกมา ส่วนประกอบอื่นจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกาย ข้อดีคือ ผู้บริจาคจะไม่สูญเสียเม็ดเลือดแดง จึงไม่รู้สึกอ่อนเพลีย และสามารถบริจาคได้บ่อยกว่าการบริจาคเลือดทั่วไป ทำไมช่วงนี้จึงมีการรณรงค์ให้บริจาคเกล็ดเลือดมากขึ้น? เนื่องจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ รองรับผู้ป่วยจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้มีความต้องการใช้เกล็ดเลือดสูง อีกทั้งเกล็ดเลือดมีอายุการเก็บรักษาสั้นเพียง 5–7 วัน จึงเกิดภาวะขาดแคลนได้บ่อย จำเป็นต้องมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง
.
เกล็ดเลือดสำคัญอย่างไร?
เกล็ดเลือดมีบทบาทในกระบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) เมื่อเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดจะรวมตัวเพื่ออุดรูรั่ว และกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล
.
ผู้ป่วยกลุ่มใดจำเป็นต้องใช้เกล็ดเลือดมาก?
• ผู้ป่วยโรคระบบเลือดและมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว
• ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด
• ผู้ป่วยผ่าตัดใหญ่หรืออุบัติเหตุรุนแรง ตัวอย่างการช่วยชีวิตด้วยเกล็ดเลือด ในผู้ป่วยอุบัติเหตุรุนแรงที่มีเลือดออกจำนวนมาก การได้รับเกล็ดเลือดช่วยให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดกลับมาทำงานได้ และช่วยหยุดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
หากไม่มีเกล็ดเลือดเพียงพอจะเกิดอะไรขึ้น?
ผู้ป่วยอาจมีภาวะเลือดออกไม่หยุด แม้ไม่มีบาดแผล เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือรุนแรงถึงขั้นเลือดออกในสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
.
เปรียบเทียบ: บริจาคเลือด vs บริจาคเกล็ดเลือด
การบริจาคเลือด 1 ครั้ง ได้เกล็ดเลือดในปริมาณน้อย ต้องใช้จากผู้บริจาคหลายคนรวมกัน (4–6 ถุง) จึงเพียงพอสำหรับผู้ป่วย 1 คน ในขณะที่การบริจาคเกล็ดเลือด 1 ครั้ง ได้เกล็ดเลือดในปริมาณสูง เทียบเท่า 8–16 ถุง สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้ทันที และอาจช่วยได้มากกว่า 1 คน พร้อมลดความเสี่ยงจากการรับเลือดจากหลายคน อย่างไรก็ตาม การบริจาคเลือดยังคงมีความสำคัญ เพราะสามารถช่วยผู้ป่วยได้ถึง 3 คนจากการบริจาคเพียงครั้งเดียว
.
ทำไมเกล็ดเลือดขาดแคลนได้ง่าย?
เนื่องจากมีอายุสั้นเพียง 5–7 วัน ไม่สามารถเก็บสำรองได้นาน จึงต้องมีการจัดหาอย่างต่อเนื่องทุกวัน
ผลต่อระบบคลังเลือด
ธนาคารเลือดต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด หากมีน้อยเกินไปจะขาดแคลน หากมากเกินไปจะหมดอายุและต้องทิ้ง
.
ขั้นตอนการบริจาคเกล็ดเลือด
ใช้เครื่องแยกส่วนประกอบเลือดแบบอัตโนมัติ โดยเลือดจะถูกดึงออกไปปั่นแยก และคืนส่วนที่ไม่ใช้กลับเข้าสู่ร่างกายเป็นรอบ ๆ จนได้ปริมาณที่เหมาะสม
.
เจ็บไหม? แตกต่างจากบริจาคเลือดหรือไม่?
ความเจ็บใกล้เคียงกัน ใช้เข็มขนาดเดียวกัน แต่ระหว่างบริจาคอาจรู้สึกเย็นบริเวณแขนจากการคืนเลือด
.
ผลข้างเคียงมีหรือไม่?
อาจพบภาวะแคลเซียมต่ำชั่วคราว เช่น ชาปลายนิ้วหรือริมฝีปาก ซึ่งสามารถป้องกันได้ และไม่เป็นอันตราย
.
ทำไมต้องมีการคืนเลือด?
เพื่อป้องกันการสูญเสียเม็ดเลือดแดงและน้ำในร่างกาย ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย และทำให้สามารถบริจาคได้บ่อยขึ้น
.
ใครบ้างที่สามารถบริจาคเกล็ดเลือดได้?
ต้องเป็นเพศชาย อายุ 18–60 ปี น้ำหนักมากกว่า 55 กก. มีเส้นเลือดชัด และมีเกล็ดเลือดเพียงพอ
.
การเตรียมตัวก่อนบริจาค
พักผ่อนให้เพียงพอ งดอาหารไขมันสูง และงดยาที่มีผลต่อเกล็ดเลือด เช่น Aspirin อย่างน้อย 2 วัน
.
หลังบริจาคควรดูแลตัวเองอย่างไร?
พักผ่อน ดื่มน้ำ งดยกของหนักและออกกำลังกายอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
.
ความเชื่อผิดเกี่ยวกับการบริจาคเกล็ดเลือด
หลายคนเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะร่างกายสามารถสร้างเกล็ดเลือดใหม่ได้ภายใน 48–72 ชั่วโมง
.
ปลอดภัยหรือไม่?
ปลอดภัย เนื่องจากใช้อุปกรณ์ปลอดเชื้อแบบใช้ครั้งเดียว และเป็นระบบปิด ไม่มีการปนเปื้อน
.
ประเทศไทยขาดแคลนอะไร?
มักขาดแคลน “เกล็ดเลือด” มากกว่า เนื่องจากอายุสั้นและความต้องการสูง
.
บทบาทของนักเทคนิคการแพทย์
ดูแลตั้งแต่คัดกรองผู้บริจาค ตรวจหาเชื้อ ควบคุมคุณภาพ และจัดเก็บเลือดให้ปลอดภัยสูงสุด
.
อยากฝากถึงผู้ที่ยังไม่เคยบริจาค
เลือดไม่สามารถผลิตได้จากเทคโนโลยีใด ๆ ความหวังเดียวของผู้ป่วยคือการให้จากเพื่อนมนุษย์
ควรเริ่มต้นอย่างไร?
แนะนำให้เริ่มจากการบริจาคเลือดทั่วไปก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคย และประเมินความพร้อม ก่อนพัฒนาไปสู่การบริจาคเกล็ดเลือด
.
“1 ครั้งของการบริจาค” มีความหมายอย่างไร?
ไม่ใช่แค่การให้เลือด แต่คือการมอบโอกาส ความหวัง และการต่อชีวิตให้กับผู้อื่น
.
สามารถติดต่อบริจาคโลหิตได้ที่
ห้องรับบริจาคโลหิต ชั้น 1 อาคารศรีพัฒน์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-16.00 น.
ปิดพักเที่ยง (เวลา 12.00-13.00 น.) เฉพาะในวันที่มีออกหน่วยนอกสถานที่, วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
สอบถามโทร 0-5393-5624 ผู้บริจาคโลหิตสามารถจอดรถได้ที่ด้านข้างอาคารศรีพัฒน์ ฝั่งคณะเทคนิคการแพทย์ หลังห้องรับบริจาคโลหิต
ขอบคุณข้อมูลจาก : ทนพ.บรรพต แสงคำนาง หัวหน้าหน่วยจัดหาและตรวจความปลอดภัยของโลหิต งานธนาคารเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ![]()
https://www.facebook.com/share/p/1DFsjWpyNE/
#บริจาคเลือดแบบไหนดี#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU