
“จ้องจอทั้งวัน เสี่ยงตาแห้งไม่รู้ตัว” แพทย์ มช. เตือนภัยสุขภาพตาของมนุษย์ออฟฟิศ
.
ในยุคที่การทำงานแทบทุกอย่างต้องพึ่งพาหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต “ดวงตา” กลายเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานหนักโดยที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว หนึ่งในปัญหาที่พบมากขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มคนทำงานคือ “ภาวะตาแห้ง” ซึ่งไม่ใช่แค่ความไม่สบายตาเล็กน้อย แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้
.
ปัจจุบันอาการตาแห้งพบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในวัยทำงาน สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ร่วมกับการทำงานในห้องปรับอากาศตลอดวัน ซึ่งทำให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น นอกจากนี้ การนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียด และการใส่คอนแทคเลนส์ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะตาแห้งมากขึ้น
.
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ตาแห้ง” คือคิดว่าต้องไม่มีน้ำตาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยกลับมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลา เนื่องจากดวงตาเกิดการระคายเคือง จึงกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำตาทดแทน ซึ่งเป็นน้ำตาที่มีคุณภาพไม่ดีและไม่สามารถหล่อเลี้ยงผิวตาได้อย่างเหมาะสม
.
ภาวะตาแห้งจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก หากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจนำไปสู่การอักเสบของผิวกระจกตาและเยื่อบุตา ส่งผลให้ตามัวเป็นๆ หายๆ และในกรณีรุนแรงอาจเกิดแผลที่กระจกตา ซึ่งกระทบต่อการมองเห็นในระยะยาว
.
การใช้หน้าจออย่างต่อเนื่องยังทำให้เกิดภาวะ Digital Eye Strain หรือ Computer Vision Syndrome โดยผู้ป่วยมักมีอาการตาล้า ปวดรอบดวงตา ปวดศีรษะ ตามัว และตาแห้งร่วมด้วย ที่สำคัญคือ ขณะจ้องหน้าจอ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจากปกติที่ประมาณ 15–20 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 5–7 ครั้งต่อนาที ทำให้น้ำตาเคลือบผิวตากระจายได้ไม่ดีและระเหยเร็วขึ้น
.
นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมอย่างห้องแอร์ก็มีส่วนสำคัญ เพราะเครื่องปรับอากาศช่วยลดความชื้นในอากาศ ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่นั่งใกล้ช่องลมหรือพัดลมจะมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ขณะที่การใส่คอนแทคเลนส์ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เนื่องจากรบกวนการกระจายตัวของชั้นน้ำตา ทำให้เกิดอาการแสบตา ระคายเคือง และตาแห้งได้ง่าย
.
อาการของตาแห้งที่พบบ่อย ได้แก่ แสบตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีเศษผงในตา ตาล้า ตาพร่ามัวเป็นๆ หายๆ แพ้แสง และน้ำตาไหลผิดปกติ ซึ่งอาการน้ำตาไหลนี้เป็นกลไกป้องกันของร่างกาย แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาตาแห้งได้จริง
.
หากปล่อยให้ตาแห้งเรื้อรังโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบเรื้อรัง กระจกตาถลอก หรือเกิดแผลที่กระจกตา ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว
.
สำหรับการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มนุษย์ออฟฟิศสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น กระพริบตาให้บ่อยขึ้น พักสายตาเป็นระยะ ปรับตำแหน่งจอให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงลมแอร์เป่าตรงใบหน้า และใช้น้ำตาเทียมหากมีอาการ
.
อีกหนึ่งวิธีที่แนะนำคือกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้มองไปไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อช่วยลดอาการล้าของดวงตาและกระตุ้นการกระพริบตา
.
น้ำตาเทียมถือเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้ง สามารถใช้ได้ตามอาการ แต่ควรเลือกชนิดที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้บ่อยกว่า 4 ครั้งต่อวัน ควรเลือกชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย และปรึกษาจักษุแพทย์
.
ในด้านโภชนาการ แม้ยังไม่มีอาหารหรือวิตามินที่รักษาตาแห้งได้ชัดเจน แต่อาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 เช่น ปลาทะเล รวมถึงผักใบเขียว ผลไม้หลากสี และวิตามินเอ ซี และอี อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาโดยรวมได้
.
ในทางคลินิก พบผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีอาการตาแห้งรุนแรงจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบออฟฟิศ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้หน้าจอวันละ 8–12 ชั่วโมง ร่วมกับการใส่คอนแทคเลนส์และอยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน บางรายมีอาการรุนแรงจนกระทบการทำงาน ไม่สามารถใช้สายตาได้นาน และต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
.
พฤติกรรมที่หลายคนมองว่า “ไม่เป็นไร” แต่จริงๆ แล้วทำร้ายดวงตา ได้แก่ การใช้สายตาต่อเนื่องโดยไม่พัก ใส่คอนแทคเลนส์เกินเวลา ใช้หน้าจอในที่แสงไม่เพียงพอ นอนหลับไม่พอ ขยี้ตาบ่อย และการใช้ยาหยอดตาโดยไม่ทราบส่วนประกอบ
.
หากปล่อยให้ตาแห้งเรื้อรัง อาจส่งผลให้ระคายเคืองตาตลอดวัน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
.
สัญญาณที่ควรรีบพบจักษุแพทย์ ได้แก่ ตาแดงเรื้อรัง เจ็บตา ปวดลึกในเบ้าตา ตามัวตลอดเวลา แพ้แสงรุนแรง รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้ใช้น้ำตาเทียมแล้ว
.
แม้การจ้องหน้าจอจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตยุคปัจจุบัน แต่การดูแลดวงตาก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันเช่นกัน อย่าลืมพักสายตา กระพริบตาให้บ่อย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนที่ปัญหาเล็กจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
.
ขอบคุณข้อมูลจาก :อ.พญ.ชัชฎา คฤหโยธิน อาจารย์ประจำหน่วยกระจกตา และการผ่าคัดแก้ไขสายตา ภาคจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
.ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ![]()
#จ้องจอทั้งวันเสี่ยงตาแห้ง#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU