Process that Brings Happiness

  

Process that Brings Happiness

CHANPHET  BUTSABONGPHRAIWAN RN.

Pediatric nursing section. Maharaj Nakorn Chiang mai Hospital

 

Introduction :The quality of life for child cancer patients depends on several connected factors. Personal sickness is the major traumatic issue followed by family matters, communities (schools, friends, and fun activities), economic status, adaptive coping, psychological adjustment, acceptance, daily life style, encouragement moral support, and medical treatment procedure. There is continuous treatment by medical team members knowledgeable in general practice but not particularly specialized.

Purpose :In order to help these child cancer patients and their family members who have suffered along – the medical team, who offers physical treatment, looks after them with possible social aspect regarding mental status with peaceful mood, even temper and high spirit during their struggle in this period.

During these continuous years of medical treatment, child cancer patients have to struggle for survival under an unnatural environment – foods must be approved by doctors, spending hospitalization time which decreases lack of play activities with friends.

Methods :For these reasons, a campaign has been created by volunteers from several organizations known as: Wishing Well Thailand, Josie’s’ Dragonfly Trust and Maharaj Nakorn Chiang mai Hospital’s Medical Team. These child cancer patients and their family members are able to go camping. Child patients enjoy the peaceful area amid natural environment and safety, delicious healthy food, recreation and amusement with fun by singing, games, drawing and painting. 

Results :The Camping program has achieved great success – good relationships among child patients, family members and caregivers who all can relieve anxiety. Based on children’s’ ages and circumstances, Quality of Life has improved through new experiences reducing tension along with the plus of amusing fun increased high spirit for happiness.

Conclusion :Managing time and space for physical, emotional and spiritual activities bring about balance. Holistic medicine is an approach to life and health that brings together the physical, mental and spiritual aspects for a patient to enjoy a total sense of well-being

ROP

 

โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity ; ROP)

          คือ ภาวะความผิดปกติของเส้นเลือดจอประสาทตา(retina) ที่พบในทารกคลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย หรือได้รับออกซิเจนเป็นเวลานาน

          จอประสาทตาประกอบด้วยขั้วประสาทตา จัดรับภาพ และเส้นเลือดจอประสาทตา โดยเส้นเลือดจอประสาทตาจะเริ่มเจริญตอนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ โดยเริ่มจากที่ขั้วประสาทตาตรงกลาง แล้วเจริญแผ่ออกไปด้านนอกของจแประสารทตาโดยรอบ ด้านจมูกจะเจริญสมบูรณ์เมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์ ด้านหางตาจะเจริญสมบูรณ์เมื่ออายุครรภ์ 40 สัปดาห์ ดังนั้น ถ้าทารกคลอดก่อนกำหนดหรือได้รับออกซิเจนความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน จะเกิดการตีบของเส้นเลือดจอประสาทตาและหยุดการเจริญเติบโตตามมาได้ ถ้าเกิดภาวะนี้แล้วไม่ได้รับการรักษา จะเกิดภาวะตาบอดถาวรได้

 

การตรวจคัดกรองROPในทารกคลอดก่อนกำหนด

          โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กำหนดให้ทารกน้ำหนักแรกคลอด < 1500 กรัม หรืออายุครรภ์ < 32 สัปดาห์ หรือได้รับออกซิเจนสูงเป็นเวลานาน ต้องได้รับการตรวจคัดกรอง ROP ทุกราย ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการคัดกรอง คือ หลังคลอดประมาณ 4-6 สัปดาห์ เนื่องจากระยะนี้พบการเกิด ROP ได้มาก

          วิธีการรักษามีหลายวิธีขึ้นกับความรุนแรงของโรค เช่น ยิงเลเซอร์ ผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจตรวจพบได้หลังการเกิดภาวะ ROP

สายตาสั้น ต้อหิน จอประสาทตาหลุดลอก เลือดออกในลูกตา ตาเข ต้อกระจก

          ซึ่งภาวะเหล่านี้จะเหนี่ยวนำให้เด็กมีการมองเห็นลดลง ดังนั้น ควรพาเด็กไปตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัว ให้รีบพาไปพบแพทย์ก่อนวันนัดเพื่อป้องกันภาวะตาบอดสนิท

aerosal therapy1

 

นวตกรรม  ชุดสำหรับการประยุกต์ใช้พ่นยาแบบผ่านเครื่องช่วยหายใจ

นางสาวปริศนา   จักษุรัตน์ 
งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

ที่มาของการทำนวตกรรม
                 
หอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม2 รับดูแลผู้ป่วยทารกและเด็กที่มีปัญหาภาวะหายใจล้มเหลว และใช้เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ยร้อยละ 60–75 รายต่อปี ผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยการพ่นยาฝอยละออง (aerosal therapy) ซึ่งอุปกรณ์พ่นยาเดิมที่มีอยู่เป็นแบบใช้ครอบจมูก แบบใช้ต่อกับ  self inflating bag และแบบใช้พ่นผ่านเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งมีราคาแพง ไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน และมีสำหรับเครื่องช่วยหายใจเพียงบางรุ่น เมื่อต้องการพ่นยาผ่านเครื่องช่วยหายใจ ส่วนใหญ่จะใช้แบบต่อกับ self inflating bag โดยปลดเครื่องช่วยหายใจออกและต่ออุปกรณ์เข้ากับ self inflating bag เพื่อช่วยหายใจด้วยการ IPPP ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อผู้ป่วยได้รับ pressure และ rate การช่วยหายใจไม่สม่ำเสมอและได้รับเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนไม่คงที่ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายที่ใช้ pressure ในระดับสูง และแพทย์ต้องการให้พักผ่อนต้องถูกรบกวน  มีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน(oxygen saturation)ลดลง ทำให้เกิดปัญหาภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) ได้ง่าย  ทีมพัฒนาจึงได้ประยุกต์ชุดสำหรับพ่นยาโดยใช้กับเครื่องช่วยหายใจขึ้น เพื่อลดปัญหาดังกล่าว
                
อุปกรณ์พ่นยาที่ประยุกต์นี้  ผ่านการรับรองจากอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหายใจ  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์แล้ว 

  
 วิธีการดำเนินงาน / วิธีใช้งาน
 1.จัดเตรียมอุปกรณ์พ่นยาที่มีอยู่เดิม ( แบบ Jet nebulizer)  

    ภาพที่ 1     แสดงอุปกรณ์พ่นยาแบบใช้กับ self inflating bag และ แบบใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ

             

 2.จัดหาอุปกรณ์เพิ่ม

    ภาพที่ 2  แสดงอุปกรณ์ที่จัดหาเพิ่ม และอุปกรณ์พ่นยาที่ประกอบเสร็จ       

                       

 3.นำอุปกรณ์พ่นยาไปใช้กับผู้ป่วย

     ภาพที่ 3  แสดงการใช้งานขณะพ่นยา

    

ตัวชี้วัดผลสำเร็จของนวตกรรม 

รายการ

   เกณฑ์เป้าหมาย

ก่อนดำเนินการ

หลังดำเนินการ

(ปี 53)

ปี  54

ปี 55

ปี 56

1.  ภาวะพร่องออกซิเจนขณะพ่นยา

0

   20 %(N=60)

0%(N=55)

0%(N=60)

0%(N=70)

ข้อเสนอแนะ : ควรส่งเสริมการนำมาใช้และติดตามผลลัพธ์การใช้อุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง 

body temperator

ทารกเกิดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ

weaning

ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่า เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

                                                                                                                                                                                          สุกัลยา  อินต๊ะบุญมา
                          
 งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (comparative study) ชนิด retrospective and prospective uncontrolled before-and-after intervention study

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยศึกษา ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ การใส่ท่อทางเดินหายใจซ้ำ ระยะเวลาในการใช้เครื่องช่วยหายใจ และการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ

วิธีดำเนินการศึกษา : เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงโดยเป็นผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือนถึง 15 ปี ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ ผ่านทางท่อทางเดินหายใจ 24 ชั่วโมงขึ้นไป แพทย์มีแผนการหย่าเครื่องช่วยหายใจและไม่ลงความเห็นยุติการรักษา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวทางการดูแลเดิม จำนวน 20 ราย และ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 20 ราย  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเด็ก แบบบันทึกผลลัพธ์ของการหย่าเครื่องช่วยหายใจ และแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ได้ผ่านการพิจารณาความตรงตามเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .98  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบแมนน์วิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแบบฟิสเชอร์

ผลการศึกษา : การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจทำให้ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจลดลง (p=.01) และการใส่ท่อทางเดินหายใจซ้ำลดลง (p=.04) ส่วนระยะเวลาของการใช้เครื่องช่วยหายใจและอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่แตกต่างกัน

สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ : แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยเด็กในหน่วยงานได้

การติดต่อ : นางสาวสุกัลยา  อินต๊ะบุญมา

Subcategories

ติดต่อเรา

หน่วยพัฒนาการเด็ก

ชั้น 6 อาคารสุจิณโณ

โทร 053-936384

เวลาทำงาน 08:00-16:00 น.