ROP

 

โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity ; ROP)

          คือ ภาวะความผิดปกติของเส้นเลือดจอประสาทตา(retina) ที่พบในทารกคลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย หรือได้รับออกซิเจนเป็นเวลานาน

          จอประสาทตาประกอบด้วยขั้วประสาทตา จัดรับภาพ และเส้นเลือดจอประสาทตา โดยเส้นเลือดจอประสาทตาจะเริ่มเจริญตอนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ โดยเริ่มจากที่ขั้วประสาทตาตรงกลาง แล้วเจริญแผ่ออกไปด้านนอกของจแประสารทตาโดยรอบ ด้านจมูกจะเจริญสมบูรณ์เมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์ ด้านหางตาจะเจริญสมบูรณ์เมื่ออายุครรภ์ 40 สัปดาห์ ดังนั้น ถ้าทารกคลอดก่อนกำหนดหรือได้รับออกซิเจนความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน จะเกิดการตีบของเส้นเลือดจอประสาทตาและหยุดการเจริญเติบโตตามมาได้ ถ้าเกิดภาวะนี้แล้วไม่ได้รับการรักษา จะเกิดภาวะตาบอดถาวรได้

 

การตรวจคัดกรองROPในทารกคลอดก่อนกำหนด

          โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กำหนดให้ทารกน้ำหนักแรกคลอด < 1500 กรัม หรืออายุครรภ์ < 32 สัปดาห์ หรือได้รับออกซิเจนสูงเป็นเวลานาน ต้องได้รับการตรวจคัดกรอง ROP ทุกราย ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการคัดกรอง คือ หลังคลอดประมาณ 4-6 สัปดาห์ เนื่องจากระยะนี้พบการเกิด ROP ได้มาก

          วิธีการรักษามีหลายวิธีขึ้นกับความรุนแรงของโรค เช่น ยิงเลเซอร์ ผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจตรวจพบได้หลังการเกิดภาวะ ROP

สายตาสั้น ต้อหิน จอประสาทตาหลุดลอก เลือดออกในลูกตา ตาเข ต้อกระจก

          ซึ่งภาวะเหล่านี้จะเหนี่ยวนำให้เด็กมีการมองเห็นลดลง ดังนั้น ควรพาเด็กไปตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัว ให้รีบพาไปพบแพทย์ก่อนวันนัดเพื่อป้องกันภาวะตาบอดสนิท

body temperator

ทารกเกิดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ

weaning

ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่า เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

                                                                                                                                                                                          สุกัลยา  อินต๊ะบุญมา
                          
 งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (comparative study) ชนิด retrospective and prospective uncontrolled before-and-after intervention study

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยศึกษา ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ การใส่ท่อทางเดินหายใจซ้ำ ระยะเวลาในการใช้เครื่องช่วยหายใจ และการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ

วิธีดำเนินการศึกษา : เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงโดยเป็นผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือนถึง 15 ปี ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ ผ่านทางท่อทางเดินหายใจ 24 ชั่วโมงขึ้นไป แพทย์มีแผนการหย่าเครื่องช่วยหายใจและไม่ลงความเห็นยุติการรักษา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวทางการดูแลเดิม จำนวน 20 ราย และ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 20 ราย  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเด็ก แบบบันทึกผลลัพธ์ของการหย่าเครื่องช่วยหายใจ และแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ได้ผ่านการพิจารณาความตรงตามเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .98  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบแมนน์วิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแบบฟิสเชอร์

ผลการศึกษา : การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจทำให้ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจลดลง (p=.01) และการใส่ท่อทางเดินหายใจซ้ำลดลง (p=.04) ส่วนระยะเวลาของการใช้เครื่องช่วยหายใจและอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่แตกต่างกัน

สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ : แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยเด็กในหน่วยงานได้

การติดต่อ : นางสาวสุกัลยา  อินต๊ะบุญมา

aerosal therapy1

 

นวตกรรม  ชุดสำหรับการประยุกต์ใช้พ่นยาแบบผ่านเครื่องช่วยหายใจ

นางสาวปริศนา   จักษุรัตน์ 
งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

ที่มาของการทำนวตกรรม
                 
หอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม2 รับดูแลผู้ป่วยทารกและเด็กที่มีปัญหาภาวะหายใจล้มเหลว และใช้เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ยร้อยละ 60–75 รายต่อปี ผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยการพ่นยาฝอยละออง (aerosal therapy) ซึ่งอุปกรณ์พ่นยาเดิมที่มีอยู่เป็นแบบใช้ครอบจมูก แบบใช้ต่อกับ  self inflating bag และแบบใช้พ่นผ่านเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งมีราคาแพง ไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน และมีสำหรับเครื่องช่วยหายใจเพียงบางรุ่น เมื่อต้องการพ่นยาผ่านเครื่องช่วยหายใจ ส่วนใหญ่จะใช้แบบต่อกับ self inflating bag โดยปลดเครื่องช่วยหายใจออกและต่ออุปกรณ์เข้ากับ self inflating bag เพื่อช่วยหายใจด้วยการ IPPP ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อผู้ป่วยได้รับ pressure และ rate การช่วยหายใจไม่สม่ำเสมอและได้รับเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนไม่คงที่ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายที่ใช้ pressure ในระดับสูง และแพทย์ต้องการให้พักผ่อนต้องถูกรบกวน  มีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจน(oxygen saturation)ลดลง ทำให้เกิดปัญหาภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) ได้ง่าย  ทีมพัฒนาจึงได้ประยุกต์ชุดสำหรับพ่นยาโดยใช้กับเครื่องช่วยหายใจขึ้น เพื่อลดปัญหาดังกล่าว
                
อุปกรณ์พ่นยาที่ประยุกต์นี้  ผ่านการรับรองจากอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหายใจ  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์แล้ว 

  
 วิธีการดำเนินงาน / วิธีใช้งาน
 1.จัดเตรียมอุปกรณ์พ่นยาที่มีอยู่เดิม ( แบบ Jet nebulizer)  

    ภาพที่ 1     แสดงอุปกรณ์พ่นยาแบบใช้กับ self inflating bag และ แบบใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ

             

 2.จัดหาอุปกรณ์เพิ่ม

    ภาพที่ 2  แสดงอุปกรณ์ที่จัดหาเพิ่ม และอุปกรณ์พ่นยาที่ประกอบเสร็จ       

                       

 3.นำอุปกรณ์พ่นยาไปใช้กับผู้ป่วย

     ภาพที่ 3  แสดงการใช้งานขณะพ่นยา

    

ตัวชี้วัดผลสำเร็จของนวตกรรม 

รายการ

   เกณฑ์เป้าหมาย

ก่อนดำเนินการ

หลังดำเนินการ

(ปี 53)

ปี  54

ปี 55

ปี 56

1.  ภาวะพร่องออกซิเจนขณะพ่นยา

0

   20 %(N=60)

0%(N=55)

0%(N=60)

0%(N=70)

ข้อเสนอแนะ : ควรส่งเสริมการนำมาใช้และติดตามผลลัพธ์การใช้อุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง 

CRRT

CRRT ความท้าทายสู่ความยั่งยืน

 

                                           นาสาวสุกัลยา อินต๊ะบุญมา
       
  งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

 แนวคิด : การทำ CRRT เป็นสิ่งใหม่และท้าทายสำหรับหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1 เป็นอย่างมาก การที่จะดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ  ของบุคลาการเริ่มตั้งแต่ การต่อสาย การตั้งเครื่อง การเตรียมน้ำยา และการดูแลขณะผู้ป่วยเด็กใช้เครื่องแต่เป็นสิ่งไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นรูปร่างของเครื่อง การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดในระยะเวลา 2 สัปดาห์ นับว่าเป็นสิ่งที่ ท้าทายเป็นอย่างมาก

เรื่องเล่า : CRRT คำนี้เมื่อ 3  ปีก่อน เป็นอะไรที่แปลกใหม่ปนน่ากลัวนิดๆ เนื่องจากมีคนบอกว่าการดูแลคนไข้ประเภทนี้ช่างยากเย็นยิ่งนัก ใช้พยาบาลอย่างน้อย 2 คนในการดูแล ตลอดจนความซับซ้อนนั้นก็มีมากมายเหลือเกิน แต่ครั้งนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไกลตัวมากเนื่องจาก ตอนนั้นหอผู้ป่วยอยู่ชั้น 2 ห่างไกลผู้คนโดยเฉพาะหมอ ดังนั้นคนไข้ที่ส่งมาให้ต้องไม่อาการหนักมากนัก ทำให้เมื่อก่อนคนไข้ที่หอผู้ป่วยถูกเรียกว่า “Chronic case” หรือเรียกง่ายๆว่า ผู้ป่วยเรื้อรัง แต่เมื่อ 2 ปีก่อนได้มีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้น มีการย้ายหอผู้ป่วยมาอยู่ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระบารมี ที่ที่ได้ชื่อว่ามีระบบที่ดีที่สุด ทำให้การรับคนไข้เปลี่ยนไป จากที่รับแต่คนไข้ประเภท Chronic ก็เปลี่ยนมาเป็นคนไข้ Acute สลับกันรับกับอีกหอผู้ป่วยหนึ่ง  ทำให้เราไม่รู้เลยว่าจะได้รับคนไข้แบบไหนอย่างไรล่วงหน้าได้เลย โดยเฉพาะคนไข้ที่มีปัญหาทางระบบไต ที่ต้องทำ CRRT
           
CRRT เป็นการฟอกไตอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องฟอกไต แน่นอนว่าในครั้งแรกนั้นทางหอผู้ป่วยได้มีการเตรียมความพร้อมของบุคลากรโดยส่งให้ไปอบรม จัดให้มีผู้แทนมาสอน แต่ในมื่อเรายังไม่เคยดูแลคนไข้มาก่อนทำให้นึกภาพไม่ออก เป็นการอบรมที่ไม่มีคำถามเพราะไม่รู้จะถามอะไร และแล้ววันที่ต้องรับผู้ป่วยก็มาถึง ความรู้สึกตอนนั้นจำได้เลยว่ารู้สึกเครียดมาก ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ กว่าจะมีการแทงสายสวนทางหลอดเลือดดำ การเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเวรบ่าย เครื่องก็ไม่มีต้องไปยืม ต่อสายไม่เป็นเลย  โชคดีที่อีกหอผู้ป่วยหนึ่งมาช่วยสอน ช่วยต่อให้ set เครื่อง จนกระทั่งต่อคนไข้ได้ แต่เมื่อเครื่องทำงานก็เกิดปัญหาต่างๆมากมายต้องคอยตามแก้อยู่ตลอดเวลา  แต่กระนั้นก็ไม่เคยย่อท้อพยายามที่จะทำให้ได้ มีบางครั้งแทบจะร้องไห้ออกมาดังๆ ตอนที่จะเริ่มใช้เครื่องโทรหาทุกหอผู้ป่วยได้คำตอบมาว่ายุ่ง ไม่สามารถที่จะมาทำให้ได้ แทบจะสิ้นหวังหมดกำลังใจ แต่ก็สามารถดูแลจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ในปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการใช้เครื่องต้องขอความช่วยเหลือจากอีกหอผู้ป่วยตลอด จนต้องหาวิธีแก้ไขโดยการขอให้พี่อีกหอผู้ป่วยหนึ่งมาสอนการต่อ การ set เครื่องคนมาฟังเยอะแยะมากมาย มีการอัดวีดีโอ แต่ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมคือไม่ได้ทำและทำให้ลืมไปในที่สุด จึงได้มีการจัดทำแนวปฏิบัติในการทำขึ้นมา แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้เจอ ได้ทำจริงๆ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก ในปีนี้ก็เช่นกัน มีการทำแต่ละครั้งต้องอาศัยหอผู้ป่วยข้างเคียงตลอด เนื่องจากนานๆจะได้มีโอกาสได้ทำครั้งหนึ่ง ทำให้รู้สึกเครียดและท้ออยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งคนไข้จำเป็นต้องใช้ หอผู้ป่วยข้างเคียงยุ่ง วินาทีนั้นบอกได้คำเดียวเลยว่าต้องช่วยตัวเอง ต้องทำให้ได้ หลังจากนั้นก็ทำการต่อสาย set เครื่อง และต่อคนไข้  ยังจำได้ดีว่ารู้สึกความเครียด ท้อ หายไปหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ความมั่นใจ จนครั้งต่อไปไม่ต้องขอความช่วยเหลือในการต่อเครื่องอีกเลย แต่คนอื่นภายในหอผู้ป่วยก็ยังประสบปัญหาเหมือนกันในตอนแรก เนื่องจากไม่มีคนไข้มาให้ดูแลอีก จนมาเดือนสิงหาคมนี้ มีคนไข้ 1 ราย ที่ถือว่าเป็นครูของพวกเราก็เป็นได้ เนื่องจาก คนไข้มีอาการไม่สู้ดีนัก ต้องต่อเครื่องเกือบทุกวัน ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วย การมีแนวปฏิบัติ การที่พี่สอนน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน การให้ทุกคนมีส่วนร่วม ประกอบกับความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยผู้ป่วยให้หายและสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆไปได้  ทำให้ในวันนี้พูดได้เต็มปากเลยว่า CRRT ไม่ยากอย่างที่คิด เป็นสมรรถนะที่ทุกคนทำได้ หากหลังจากนี้มีคนไข้ที่ต้องการทำ CRRT อีก เชื่อมั่นว่าพวกเราทำได้อย่างแน่นอน

4

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การทำ CRRT เป็นสิ่งใหม่และท้าทายสำหรับหอผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง พี่สอนน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน ประกอบกับการร่วมแรงร่วมในจัดทำแนวปฏิบัติขึ้นมา ส่งผลให้ภายในระยะเวลา2 สัปดาห์ สามารถพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลทุกคนในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการทำ CRRT ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

การติดต่อนางสาวสุกัลยา อินต๊ะบุญมา เบอร์โทรศัพท์ 089-9563238 email address: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

ติดต่อเรา

หน่วยพัฒนาการเด็ก

ชั้น 6 อาคารสุจิณโณ

โทร 053-946384

เวลาทำงาน 08:00-16:00 น.