weaning

ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่า เครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

                                                                                                                                                                                          สุกัลยา  อินต๊ะบุญมา
                          
 งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (comparative study) ชนิด retrospective and prospective uncontrolled before-and-after intervention study

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยศึกษา ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ การใส่ท่อทางเดินหายใจซ้ำ ระยะเวลาในการใช้เครื่องช่วยหายใจ และการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ

วิธีดำเนินการศึกษา : เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงโดยเป็นผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือนถึง 15 ปี ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ ผ่านทางท่อทางเดินหายใจ 24 ชั่วโมงขึ้นไป แพทย์มีแผนการหย่าเครื่องช่วยหายใจและไม่ลงความเห็นยุติการรักษา กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวทางการดูแลเดิม จำนวน 20 ราย และ กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 20 ราย  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเด็ก แบบบันทึกผลลัพธ์ของการหย่าเครื่องช่วยหายใจ และแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ได้ผ่านการพิจารณาความตรงตามเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .98  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบแมนน์วิทนีย์ยู และสถิติทดสอบแบบฟิสเชอร์

ผลการศึกษา : การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจทำให้ระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจลดลง (p=.01) และการใส่ท่อทางเดินหายใจซ้ำลดลง (p=.04) ส่วนระยะเวลาของการใช้เครื่องช่วยหายใจและอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจไม่แตกต่างกัน

สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ : แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยเด็กในหน่วยงานได้

การติดต่อ : นางสาวสุกัลยา  อินต๊ะบุญมา

CRRT

CRRT ความท้าทายสู่ความยั่งยืน

 

                                           นาสาวสุกัลยา อินต๊ะบุญมา
       
  งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

 แนวคิด : การทำ CRRT เป็นสิ่งใหม่และท้าทายสำหรับหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 1 เป็นอย่างมาก การที่จะดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ  ของบุคลาการเริ่มตั้งแต่ การต่อสาย การตั้งเครื่อง การเตรียมน้ำยา และการดูแลขณะผู้ป่วยเด็กใช้เครื่องแต่เป็นสิ่งไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นรูปร่างของเครื่อง การพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรให้สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดในระยะเวลา 2 สัปดาห์ นับว่าเป็นสิ่งที่ ท้าทายเป็นอย่างมาก

เรื่องเล่า : CRRT คำนี้เมื่อ 3  ปีก่อน เป็นอะไรที่แปลกใหม่ปนน่ากลัวนิดๆ เนื่องจากมีคนบอกว่าการดูแลคนไข้ประเภทนี้ช่างยากเย็นยิ่งนัก ใช้พยาบาลอย่างน้อย 2 คนในการดูแล ตลอดจนความซับซ้อนนั้นก็มีมากมายเหลือเกิน แต่ครั้งนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไกลตัวมากเนื่องจาก ตอนนั้นหอผู้ป่วยอยู่ชั้น 2 ห่างไกลผู้คนโดยเฉพาะหมอ ดังนั้นคนไข้ที่ส่งมาให้ต้องไม่อาการหนักมากนัก ทำให้เมื่อก่อนคนไข้ที่หอผู้ป่วยถูกเรียกว่า “Chronic case” หรือเรียกง่ายๆว่า ผู้ป่วยเรื้อรัง แต่เมื่อ 2 ปีก่อนได้มีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้น มีการย้ายหอผู้ป่วยมาอยู่ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระบารมี ที่ที่ได้ชื่อว่ามีระบบที่ดีที่สุด ทำให้การรับคนไข้เปลี่ยนไป จากที่รับแต่คนไข้ประเภท Chronic ก็เปลี่ยนมาเป็นคนไข้ Acute สลับกันรับกับอีกหอผู้ป่วยหนึ่ง  ทำให้เราไม่รู้เลยว่าจะได้รับคนไข้แบบไหนอย่างไรล่วงหน้าได้เลย โดยเฉพาะคนไข้ที่มีปัญหาทางระบบไต ที่ต้องทำ CRRT
           
CRRT เป็นการฟอกไตอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องฟอกไต แน่นอนว่าในครั้งแรกนั้นทางหอผู้ป่วยได้มีการเตรียมความพร้อมของบุคลากรโดยส่งให้ไปอบรม จัดให้มีผู้แทนมาสอน แต่ในมื่อเรายังไม่เคยดูแลคนไข้มาก่อนทำให้นึกภาพไม่ออก เป็นการอบรมที่ไม่มีคำถามเพราะไม่รู้จะถามอะไร และแล้ววันที่ต้องรับผู้ป่วยก็มาถึง ความรู้สึกตอนนั้นจำได้เลยว่ารู้สึกเครียดมาก ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ กว่าจะมีการแทงสายสวนทางหลอดเลือดดำ การเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเวรบ่าย เครื่องก็ไม่มีต้องไปยืม ต่อสายไม่เป็นเลย  โชคดีที่อีกหอผู้ป่วยหนึ่งมาช่วยสอน ช่วยต่อให้ set เครื่อง จนกระทั่งต่อคนไข้ได้ แต่เมื่อเครื่องทำงานก็เกิดปัญหาต่างๆมากมายต้องคอยตามแก้อยู่ตลอดเวลา  แต่กระนั้นก็ไม่เคยย่อท้อพยายามที่จะทำให้ได้ มีบางครั้งแทบจะร้องไห้ออกมาดังๆ ตอนที่จะเริ่มใช้เครื่องโทรหาทุกหอผู้ป่วยได้คำตอบมาว่ายุ่ง ไม่สามารถที่จะมาทำให้ได้ แทบจะสิ้นหวังหมดกำลังใจ แต่ก็สามารถดูแลจนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ในปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการใช้เครื่องต้องขอความช่วยเหลือจากอีกหอผู้ป่วยตลอด จนต้องหาวิธีแก้ไขโดยการขอให้พี่อีกหอผู้ป่วยหนึ่งมาสอนการต่อ การ set เครื่องคนมาฟังเยอะแยะมากมาย มีการอัดวีดีโอ แต่ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมคือไม่ได้ทำและทำให้ลืมไปในที่สุด จึงได้มีการจัดทำแนวปฏิบัติในการทำขึ้นมา แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้เจอ ได้ทำจริงๆ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก ในปีนี้ก็เช่นกัน มีการทำแต่ละครั้งต้องอาศัยหอผู้ป่วยข้างเคียงตลอด เนื่องจากนานๆจะได้มีโอกาสได้ทำครั้งหนึ่ง ทำให้รู้สึกเครียดและท้ออยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งคนไข้จำเป็นต้องใช้ หอผู้ป่วยข้างเคียงยุ่ง วินาทีนั้นบอกได้คำเดียวเลยว่าต้องช่วยตัวเอง ต้องทำให้ได้ หลังจากนั้นก็ทำการต่อสาย set เครื่อง และต่อคนไข้  ยังจำได้ดีว่ารู้สึกความเครียด ท้อ หายไปหมดสิ้น เหลือเพียงแต่ความมั่นใจ จนครั้งต่อไปไม่ต้องขอความช่วยเหลือในการต่อเครื่องอีกเลย แต่คนอื่นภายในหอผู้ป่วยก็ยังประสบปัญหาเหมือนกันในตอนแรก เนื่องจากไม่มีคนไข้มาให้ดูแลอีก จนมาเดือนสิงหาคมนี้ มีคนไข้ 1 ราย ที่ถือว่าเป็นครูของพวกเราก็เป็นได้ เนื่องจาก คนไข้มีอาการไม่สู้ดีนัก ต้องต่อเครื่องเกือบทุกวัน ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วย การมีแนวปฏิบัติ การที่พี่สอนน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน การให้ทุกคนมีส่วนร่วม ประกอบกับความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยผู้ป่วยให้หายและสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆไปได้  ทำให้ในวันนี้พูดได้เต็มปากเลยว่า CRRT ไม่ยากอย่างที่คิด เป็นสมรรถนะที่ทุกคนทำได้ หากหลังจากนี้มีคนไข้ที่ต้องการทำ CRRT อีก เชื่อมั่นว่าพวกเราทำได้อย่างแน่นอน

4

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : การทำ CRRT เป็นสิ่งใหม่และท้าทายสำหรับหอผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง พี่สอนน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน ประกอบกับการร่วมแรงร่วมในจัดทำแนวปฏิบัติขึ้นมา ส่งผลให้ภายในระยะเวลา2 สัปดาห์ สามารถพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลทุกคนในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการทำ CRRT ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

การติดต่อนางสาวสุกัลยา อินต๊ะบุญมา เบอร์โทรศัพท์ 089-9563238 email address: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

Transitional Care

 ผลลัพธ์การประยุกต์ใช้ Synergy model and transitional care in PICU (Case study)

                  ไกรวรร กาพันธหอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 2 
                   งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์ 
                 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

แนวคิด (แนวคิดที่เป็นประเด็นสำคัญ / หัวใจของเรื่องที่เล่า)  

                     การดูแลผู้ป่วยในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional care) ตามทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของเมลลิส (Meleis, 1991)  ประกอบด้วย  1) การประเมินความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน (assessment of readiness)  2) การเตรียมเพื่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะใหม่ (preparation of transition) โดยการให้ความรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้อง และ  3) การใช้บทบาทเสริม (role supplementation) เน้นการปฏิบัติของผู้ปกครองและการให้คำปรึกษาภายหลังย้ายออกจาก PICU  ส่วนโมเดลการประสานความร่วมมือ (Synergy model) เป็นการผสมผสานความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และเจตคติต่อการพยาบาลผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้บรรลุความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว โดยการเชื่อมโยงคุณลักษณะของผู้ป่วยและครอบครัวเข้ากับความสามารถของพยาบาล เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (Molter, 2006) โดยแบ่งคุณลักษณะ /ความต้องการของผู้ป่วยออกเป็น  8  คุณลักษณะ ได้แก่  1) การกลับคืนสู่สภาพเดิม (resiliency) 2) ความอ่อนแอ (vulnerability) 3) ความเสถียรภาพ /ความคงที่ (stability) 4) ความซับซ้อน (complexity)  5) การมีแหล่งประโยชน์ (resource availability) 6) การมีส่วนร่วมในการดูแล (participation in care) 7) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (participation in decision making) และ 8) ความสามารถในการทำนาย (predictability) ในส่วนของสมรรถนะของพยาบาลกำหนดไว้  8 ประการ  ได้แก่ 1) ความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิก (clinical judgement) 2) การสืบสวนทางคลินิก (clinical inquiry) 3) การอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (facilitator of learning) 4) ความร่วมมือ ร่วมใจ (collaboration)  5) การคิดอย่างเป็นระบบ (systems thinking)    6) การทำหน้าที่แทนและการเป็นตัวแทนด้านศีลธรรม (advocacy and moral agency) 7) การปฏิบัติด้วยความเอื้ออาทร (caring practice) และ 8) การตอบสนองต่อความหลากหลาย (response to diversity) (American Association of Critical Care Nurses, 2010)ซึ่งผลลัพธ์ของการดูแลสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการบูรณาการระหว่างความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่พยาบาลได้พัฒนาความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้บรรลุผลลัพธ์ของการดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2556 หอผู้ป่วยได้รับเด็กชาย (น้องสิทธิ์)  อายุ 10 ปี Dx.  Acute lymphoblastic leukemia, chicken pox, herpes zoster และเข้า PICU ด้วยปัญหา respiratory failure ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและจัดให้น้องอยู่ในห้องแยก (negative pressure) ……..แรกรับ น้องมีอาการอ่อนเพลีย ซีดมาก ค่อนข้างซึม ไม่ค่อยพูด  มีผลเม็ดเลือดขาวเพียง 800 cell/mmและมีเกล็ดเลือดแค่  8,100 cell/mmจึงเป็นสาเหตุให้น้องติดเชื้อ มีเลือดออกง่าย และเกิดปัญหาเลือดออกในปอด (pulmonary hemorrhage) จากการประเมินปัญหาและความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว โดยใช้แบบประเมินของ  Synergy model ทำให้ดิฉันพบว่าผู้ป่วยมีความเจ็บป่วยที่ยุ่งยาก ซับซ้อนมากเพราะมีการติดเชื้อในหลายระบบ   มีความสมดุลของร่างกายน้อย มีภูมิต้านทานต่ำ มีความสามารถในการกลับสู่ระดับการทำหน้าที่ของร่างกายดังเดิมเป็นบางระบบ  ยังพบปัญหาของระบบกล้ามเนื้อ และระบบหายใจ  ไม่สามารถลดการใช้เครื่องช่วยหายใจได้  สามารถทำนายทิศทางความเจ็บป่วยได้เพียงบางส่วน  และมีแหล่งสนับสนุนพอประมาณ จากการใช้สิทธิบัตรทอง และมีบิดา มารดาอยู่เฝ้าทั้ง 2 คน  คอยให้กำลังใจผู้ป่วยเป็นอย่างดี  ซึ่งจากการประเมินสมรรถนะของพยาบาลที่ดูแล พบว่าผู้ป่วยต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิด  ต้องการความสามารถในการดูแลในระดับสูง โดยอาศัยความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์  ในการป้องกันการติดเชื้อ  VAP, BSI, โดยใช้ bundle care โดยพบว่าบิดามารดาต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยในระดับมาก และต้องการการวางแผนจำหน่ายเมื่อย้ายออกจาก PICU จึงช่วยให้ดิฉันได้ทราบปัญหาและความต้องการของผู้ป่วย และใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกิจกรรมการพยาบาลผู้ป่วยรายนี้ชัดเจนขึ้น

         หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ อาการของน้องดีขึ้นตามลำดับ และพ้นระยะของการแพร่กระจายเชื้อของ chicken pox แพทย์จึงให้ย้ายออกมาจากห้องแยก แต่น้องยังไม่สามารถหายใจได้เอง เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ช่วยการหายใจไม่มีประสิทธิภาพ และมีกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนแรง จากการนอนนาน  ผลการประเมินโดยใช้ EBP ก่อนถอดท่อช่วยหายใจ  พบว่าไม่ผ่านเกณฑ์  แพทย์จึงวางแผนที่จะให้ใส่ท่อหลอดลมคอ ( tracheostomy tube) ซึ่งเมื่อทราบข่าวน้องก็มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด  บิดามารดาจึงยังลังเลและ ตัดสินใจไม่ได้ จนดิฉันและทีมพยาบาลต้องหากลยุทธ์หลายๆ วิธีมาช่วย ทั้งการให้ความรู้ และคำแนะนำต่างๆ  ชี้แจงผลดีผลเสีย  ให้ดูรูปภาพจากแผ่นพับ และให้ดูตัวอย่างผู้ป่วยข้างเตียง น้องมีสีหน้าสดชื่นขึ้น และยอมรับการใส่ท่อหลอดลมคอ บิดามารดาจึงมีส่วนร่วมในการตัดสินใจให้น้องใส่ท่อหลอดลมคอ ในที่สุด                                                                                                          
            
ภายหลังการใส่ท่อหลอดลมคอ อาการของน้องดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถลดการใช้เครื่องช่วยหายใจ  และสามารถหายใจได้เองทางหน้ากากให้ออกซิเจน ( tracheal mask)  แต่พบปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น  คือ มีภาวะตับอ่อนอักเสบ น้องจึงมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ  สีหน้าไม่สุขสบายเป็นอย่างมาก  ดิฉันและทีมต้องหากลยุทธ์เพื่อลดความปวดให้น้อง ในหลายๆ วิธี ทั้งวิธีเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการชวนพูดคุย  ให้วาดรูป  อ่านหนังสือการ์ตูน และให้ดู DVD  เมื่อไม่ดีขึ้นก็ดูแลให้น้องได้รับยาแก้ปวดมอร์ฟีน ชนิดฉีดเป็นระยะ จนอาการปวดเริ่มทุเลาลง
             
เมื่ออาการของน้องเริ่มคงที่ ดิฉันจึงเริ่มเตรียมความพร้อมของน้องและบิดามารดา ในการจำหน่ายออกจาก PICU  โดยใช้หลักของ parent participation  และ empowerment  ในการฝึกทักษะในการช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวัน   เช่น ให้ช่วยป้อนยา  เช็ดตัวลดไข้  ช่วยเปลี่ยนท่านอน  ช่วยเหลือเรื่องการขับถ่าย และให้มีส่วนร่วมในการสังเกตอาการผิดปกติและการช่วยเหลือเบื้องต้น  เช่น การหายใจลำบาก และการสำลักอาหาร เป็นต้น  นอกจากนี้ดิฉันยังได้ประสานความร่วมมือกับนักกายภาพบำบัด ในการช่วยสอนบิดามารดาให้ทำ passive exercise และ ฝึกน้องให้ลง เดินรอบๆ เตียง   .....ในวันแรกที่น้องลงจากเตียง ดิฉันได้เห็นสีหน้าและแววตาของน้องที่แสดงออกถึงความ ดีใจ  อย่างเห็นได้ชัด  ทำให้ดิฉันได้รับรู้ว่า นี่แหละ......คือรางวัลและผลลัพธ์ของการพยาบาลอย่างแท้จริง  (ปกติทีมพยาบาลจะให้ฉายาน้องว่า  เสือยิ้มยาก”)จนกระทั่งวันที่ 20 มิถุนายน 2556 แพทย์มีคำสั่งให้ย้ายน้องออกไปหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 5  หลังจากพักรักษาใน PICU นานถึง 41 วัน  ดิฉันสังเกตเห็นสีหน้าและแววตาของน้องสดใสขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทราบข่าวดีนี้
              
หลังจากนั้น ดิฉันได้ติดตามออกไปประเมินอาการของน้องที่หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 5 พบว่า น้องมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สีหน้าสดชื่น ยิ้มแย้ม  สนทนาตอบโต้ได้เป็นอย่างดี  มีเสมหะลดลง  รับประทานอาหารได้เองทางปาก  และสามารถหายใจได้เอง โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน  และที่สำคัญน้องสามารถเดินเองได้คล่อง   และพร้อมสำหรับการรับยาเคมีบำบัดชุดใหม่  มารดาที่อยู่ดูแลก็มีสีหน้าสดชื่น  สามารถให้การดูแลน้องได้เป็นอย่างดี และบอกว่า  “รู้สึกดี และพึงพอใจมากๆ ที่มีพยาบาลติดตามเยี่ยมแบบนี้”  ดิฉันจึงเข้าใจความหมายของคำว่า  nursing outcome  มากยิ่งขึ้น  ด้วยเหตุนี้เอง                                                                                                                              

สิ่งที่ได้เรียนรู้ (สิ่งที่ได้เรียนรู้ / คุณค่าที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว)  Nursing outcome  เป็นสิ่งที่ผู้บริหารทางการพยาบาลทุกท่านต้องการ แต่เป็นคำถามที่ทำให้พยาบาลหลายๆ คน รวมทั้งดิฉันยังสับสนและไม่มั่นใจในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ว่าสิ่งไหนคือ Nursing outcome  ที่เป็นผลลัพธ์จากการพยาบาลของเรา? จนกระทั่งดิฉันได้มีโอกาสศึกษาแนวคิดของ  Synergy modelและได้นำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยร่วมกับแนวคิด transitional care  กับผู้ป่วยรายนี้ จึงทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และมีความชัดเจนในการกำหนดผลลัพธ์ของการดูแลมากขึ้น  ได้แก่ 1) ผลลัพธ์จากการประเมินของผู้ป่วยและผู้ปกครอง  คือ ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง สามารถเดินและรับประทานอาหารเองได้ มารดาปฏิบัติกิจกรรมดูแลผู้ป่วยได้ถูกต้อง 100 %  และมีความพึงพอใจในการดูแล 90 % 2) ผลลัพธ์ที่เกิดจากการประเมินของพยาบาล คือ ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนการรักษาใหม่ คือ ภาวะ pneumothorax ไม่เกิดการติดเชื้อที่แผล TT-tube  ภาวะแทรกซ้อนเดิม (mucositis) หายไป และ 3) ผลลัพธ์ที่เกิดจากการประเมินของระบบบริการ คือ ไม่มี re-admit ใน PICU ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา เนื่องจากไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มและย้ายออกจาก PICU ได้  และทีมพยาบาลมีความพึงพอใจในผลสัมฤทธิ์ของการพยาบาล                                                                                                                                                        

การติดต่อ    นางสาวไกรวรร   กาพันธ์   เบอร์โทรศัพท์ :053-945881, 081-0319763  email address :  kkn_1111 @ hotmail.co.th

Humanity Health Care

เพื่อเธอ...ริวจัง...เด็กน้อยจากแดนซากุระ

                                                                              นางวัชรีพร ต๊ะวิกา หอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม2
งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร
โรงพยาบาลมหาราชนคร
เชียงใหม่

แนวคิด : Humanized Health Care  คือ ระบบบริการสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์เป็นการปรับระบบบริการสุขภาพจากการรักษาเฉพาะโรคของผู้ป่วยไปสู่ระบบการรักษาคน  คนในที่นี้ประกอบด้วยร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  ครอบครัว   เศรษฐานะและวัฒนธรรม

เรื่องเล่า : “คมบังวะ” พวกเราหอผู้ป่วย PICU2 ได้กล่าวสวัสดีตอนเย็นเป็นภาษาญี่ปุ่นกับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการส่งต่อมาจาก รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ในเย็นวันศุกร์ปลายเดือนมกราคม 2556ด้วยเรื่องมีเลือดออกในปอด นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกของพวกเรากับ”น้องริว” เด็กชายลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น วัย 2ขวบ9เดือน ผิวขาว ตากลมโตขนตายาวงอนน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิง แต่ในความน่ารักนั้น เราพบว่าเด็กชายมีอกโป่งผิดปกติ นิ้วมือนิ้วเท้าปุ้ม หายใจหอบเหนื่อยแม้ว่าจะใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ก็ตาม
           
แม่ของริวเล่าให้ฟังว่า น้องคลอดที่เมืองไทย พออายุได้ประมาณ 7เ ดือน คุณแม่ก็พาไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยคุณพ่อชาวญี่ปุ่น “ริคุ” พี่ชายวัย 6ขวบ คุณอาผู้หญิงที่ช่วยดูแลทั้งริวและริคุ รวมไปถึงคุณปู่คุณย่า ที่เมืองนากาโน ช่วงที่อยู่ญี่ปุ่นน้องสุขภาพแข็งแรงดีจะมีบ้างที่เป็นหวัดเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ถึงกับต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
            
เหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อคุณแม่พาริวและครอบครัวกลับมาเยี่ยมญาติ ๆ ที่เมืองไทยช่วงปลายปี2555 น้องเริ่มไม่สบายบ่อย ๆ เป็นหวัด ไอมีอาการหอบหืด ตั้งแต่มาถึงกรุงเทพฯ แรก ๆ คุณแม่คิดว่าคงเป็นอาการของโรคภูมิแพ้จากการเปลี่ยนอากาศ พาไปรักษาที่รพ.เอกชนในกรุงเทพฯ 2-3 ครั้ง อาการก็ดีขึ้นเหลือแต่อาการไอและเหนื่อยง่ายช่วงที่น้องเล่นซน จนกระทั่งคุณแม่พาริวกลับมาอยู่ที่ จ.พะเยากับคุณตาคุณยาย ช่วงกลางเดือนมกราคม
            
ความเจ็บป่วยที่แฝงอยู่ในร่างกายของเด็กชายเริ่มแสดงอาการมากขึ้น ริวเริ่มเหนื่อยง่าย ไอมากจนอาเจียนบ่อย ๆ คุณแม่พาไปรักษาตัวที่ รพ.เอกชน แต่อาการทรุดลงจนต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เมื่อไปถึงน้องมีอาการขาดออกซิเจนอย่างมาก จนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและรักษาตัวอยู่ในICU ก่อนที่จะส่งตัวมาที่รพ.มหาราชนครเชียงใหม่
            
“นากาไน” (อย่าร้องไห้)  “เนรุ อีโกะ” (นอนหลับซะเด็กดี) พวกเราพยายามพูดคำศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ ที่คุณแม่ของน้องได้เขียนไว้ให้ เพื่อใช้สื่อสารกับริว แรก ๆ น้องมีอาการต่อต้าน ไม่ไว้วางใจ คงเป็นเพราะไม่คุ้นเคยและไม่เข้าใจภาษา พวกเราใช้ความพยายามอย่างมากในการทำให้เด็กชายไว้วางใจและไม่ต่อต้าน และก็สำเร็จประมาณหนึ่งเท่านั้น ริวยังไม่ให้เราเข้าใกล้เมื่อพ่อกับแม่เข้าเยี่ยม
             
อาการของริวดีขึ้นในช่วงแรก ในขณะที่ยังหาสาเหตุของโรคไม่พบว่าเด็กชายป่วยเป็นโรคใด แต่ก็สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้แม้ยังต้องใช้ออกซิเจนปริมาณที่สูงทางหน้ากาก หายใจค่อนข้างเหนื่อยและมีภาวะความดันในหลอดเลือดปอดสูง ช่วงที่ริวถอดท่อช่วยหายใจได้ เราได้เห็นเด็กชายมีความสุขตามอัตภาพของเขา นั่งเล่น ทานโจ๊ก ดูวีซีดีการ์ตูน ไม่เฉพาะแต่น้องริวที่ดูมีความสุข ครอบครัวของน้องรวมทั้งพวกเราทีมผู้ให้การรักษาพยาบาลทุกคนก็มีความสุข แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน หลังถอดท่อช่วยหายใจได้ 1 สัปดาห์ อาการของริวกลับทรุดหนักลง มีอาการติดเชื้อแทรกซ้อน ไอมากจนอาเจียนแทบทุกครั้ง มีจุดเลือดออกเต็มหน้าท้อง และยังมีถ่ายเหลวร่วมด้วย จนต้องกลับมาใส่ท่อช่วยหายใจอีกครั้ง   ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่น้องริวรักษาตัวอยู่ที่นี่ ทีมแพทย์พยายามตรวจ วินิจฉัยหาสาเหตุของโรค แต่ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจ Echo(การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน) และการตรวจ CTA(การตรวจลักษณะเส้นเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ก็ไม่พบความผิดปกติของหัวใจ แต่ทางเราก็ยังคงพยายามหาสาเหตุของโรคต่อไป จนพบว่าโรคที่น้องอาจจะเป็นคือ “ Heiner syndrome” เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการแพ้นมวัวนำไปสู่การเกิดโรคปอดในทารกและเด็ก
              
คุณพ่อ พี่ชายและคุณอาของริวซึ่งกลับไปญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ได้กลับมาเยี่ยมริว เมื่อเห็นสภาพที่ซูบผอมของริว พ่อและอาถึงกับร้องไห้ ริวผูกพันกับพ่อและอาเป็นอย่างมาก เพราะทั้งสองเป็นผู้เลี้ยงดูขณะอยู่ที่ญี่ปุ่น เราเห็นแววตาของพ่อก็รู้สึกสงสาร เพราะเขาคงวิตกกังวลและทุกข์ใจมาก และเป็นเพราะไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ จึงไม่สามารถสอบถามอาการของลูกจากแพทย์และพยาบาล คงได้แต่สื่อสารผ่านแม่เท่านั้น
              เ
มื่อเราได้รับทราบว่าคุณพ่อต้องการนำน้องริวกลับไปรักษาตัวที่ประเทศญี่ปุ่น เรายังคิดกันว่าจะไปได้อย่างไรเพราะขณะที่น้องริวนอนอยู่บนเตียงภายใต้ เครื่องช่วยหายใจที่ใช้ setting สูง และ monitor เช่นนี้น้องริวยังดูเหนื่อย ไม่ต้องพูดถึงการเคลื่อนย้ายเลย แต่เราก็ไม่ได้ค้านความต้องการของคุณพ่อและครอบครัว ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้ ทางอาจารย์แพทย์ที่ดูแลหอผู้ป่วยได้ให้ข้อมูลว่าเคยมีการส่งผู้ป่วยต่างชาติกลับประเทศมาแล้วแต่เป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นอาจมีหนทางเป็นไปได้ จึงได้มีการประชุมวางแผนร่วมกันทั้งครอบครัวของน้องริว แพทย์ พยาบาล และล่าม(เจ้าหน้าที่พยาบาลหอผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก)
              
การติดต่อประสานงานเพื่อนำริวกลับไปญี่ปุ่นเต็มไปด้วยอุปสรรค พ่อติดต่อหน่วยแพทย์จากญี่ปุ่นซึ่งมีกำหนดการจะมารับริววันที่ 10 มีนาคมโดยจะเดินทางมาประเมินอาการของน้องก่อนในวันที่ 8 มีนาคมว่าพร้อมที่จะเดินทางได้หรือไม่ คุณแม่ต้องไปขอประวัติการรักษาจากทุกโรงพยาบาลที่ผ่านมา และต้องนำไปเปลเป็นภาษาญี่ปุ่นเพื่อที่จะส่งไปให้แพทย์ที่ญี่ปุ่นรับทราบ ทีมแพทย์ของเราทุกคนที่ได้ดูแลน้องริวต้องกรอกเอกสารมากมายเพื่อขอส่งตัวน้องริวจากเชียงใหม่ไปสุวรรณภูมิทางการบินไทย และทำเรื่องขอให้รถโรงพยาบาลผ่านเข้าสนามบินเพื่อไปส่งผู้ป่วยขึ้นเครื่อง แต่แล้วก็มีข่าวร้ายเนื่องจากทางการบินไทยไม่สามารถส่งตัวน้องริวได้เพราะปริมาณออกซิเจนในเครื่องไม่เพียงพอ ปริมาณออกซิเจนที่ต้องใช้เป็นปัญหาหลักของทุกสายการบินเพราะทุกสายการบินปฏิเสธการเดินทาง เราจะทำอย่างไรกันดี ความเครียดและความกังวลเกิดขึ้นกับทุกคน เวลาก็เหลือน้อยลงทุกทีเพราะทีมแพทย์จากญี่ปุ่นได้ติดต่อเครื่องบินของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์เพื่อมารับน้องริวจากสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 10 มีนาคม
             
คุณแม่และครอบครัวยังไม่สิ้นหวังทางเราเองก็เช่นเดียวกัน เมื่อเดินทางทางเครื่องบินไม่ได้ก็เปลี่ยนแผนเดินทางทางรถยนต์แทน หลังจากนั้นก็พยายามติดต่อรถพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่แต่ทุกที่ปฏิเสธด้วยปัญหาเดิมคือปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอ แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้ละทิ้งความพยายาม จนในที่สุดเย็นวันที่ 8 มีนาคมก็ได้คำตอบที่ทำให้ทุกคนโล่งอก เมื่อรพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ กทม. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดียวในประเทศไทยที่สามารถส่งผู้ป่วยเข้าสนามบินสุวรรณภูมิจนเทียบบันไดเครื่องได้ ตอบตกลงรับน้องริวโดยเดินทางมารับพร้อมทีมแพทย์และพยาบาลทางเครื่องบินเล็กของโรงพยาบาล แต่น้องริวต้องเข้าพักเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นที่โรงพยาบาลนี้ก่อน 1 คืนโดยเสียค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายตั้งแต่เดินทางจากออกจากหอผู้ป่วย PICU2 จนกระทั่งขึ้นเครื่องไปญี่ปุ่น เป็นจำนวนเงิน 6 แสนบาท ซึ่งทางครอบครัวของน้องริวตอบตกลถึงแม้ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากก็ตาม
            
และแล้ววันนี้ที่รอคอยของทุกคนก็มาถึง 9 มีนาคม เวลา 10.30น. ทีมแพทย์จากญี่ปุ่น 2 ท่านเดินทางมาถึงเพื่อประเมินอาการของน้องริวโดยมีทีมแพทย์ของเราร่วมให้ข้อมูล โดยลงความเห็นว่าสามารถเคลื่อนย้ายน้องริวกลับญี่ปุ่นได้ พวกเราได้เห็นรอยยิ้มของคุณพ่อน้องริวและครอบครัว เป็นรอยยิ้มแทนคำขอบคุณที่ไม่สามารถสื่อสารเป็นคำพูดได้แต่พวกเรารับรู้ได้ หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เตรียมความพร้อมของน้องริว เตรียมยาและนมที่จำเป็นต้องใช้ต่อระหว่างเดินทาง
             
ในคืนวันเดียวกันเวลา 21.30 น. ทีมแพทย์และพยาบาลจากรพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ รวมทั้งทีมแพทย์จากญี่ปุ่นเดินทางมาถึงเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายน้องริวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากประเมินอาการและทดลองให้น้องริวใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับการเดินทางจนแน่ใจว่าสามารถเคลื่อนย้ายได้ พวกเราพร้อมคณะเคลื่อนย้ายร่วมไปถึงครอบครัวก็ออกเดินทางออกจากหอผู้ป่วยไปขึ้นรถพยาบาลที่หน้าห้องฉุกเฉินเพื่อเดินทางไปยังสนามบินเชียงใหม่ เพื่อไปขึ้นเครื่องของรพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ เราได้กล่าวซาโยนาระน้องริวก่อนขึ้นรถพยาบาล  เนื่องจากเป็นเครื่องบินขนาดเล็กจึงเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ที่จะร่วมเดินทางไปด้วย ดังนั้นจึงมีเพียงทีมแพทย์จากสมิติเวชศรีนครินทร์และทีมแพทย์จากญี่ปุ่นที่สามารถเดินทางไปได้ ส่วนครอบครัวของน้องริวต้องเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวซึ่งคงเดินทางถึงกรุงเทพฯในรุ่งเช้าอีกวัน
             
ก่อนออกเดินทางคุณแม่เป็นตัวแทนครอบครัวน้องริวกล่าวขอบคุณทีมแพทย์และพยาบาลทุกคนและทุกฝ่ายที่ได้ให้การดูแลน้องริวเป็นอย่างดีมาโดยตลอดและคอยอำนวยความสะดวกจนสามารถเคลื่อนย้ายน้องริวได้ถึงแม้จะยังไม่ถึงที่หมายคือประเทศญี่ปุ่น พวกเราทุกคนพร้อมใจส่งน้องริวและภาวนาเอาใจช่วยให้เดินทางถึงญี่ปุ่นโดยปลอดภัย โดยขอให้คุณแม่ช่วยส่งข่าวให้พวกเราทราบด้วย
             
น้องริวเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพและได้เข้าพักรักษาตัวที่รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ 1 วันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางไปญี่ปุ่นโดยสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เวลา 22.25 น.ของวันที่ 10 มีนาคม 2556 พวกเราก็ได้แต่เอาใจช่วยและคอยติดตามข่าวคราวผ่านทางคุณแม่น้องริว
             
แต่แล้วสิ่งที่พวกเรากลัวและกังวลก็เกิดขึ้น เช้ามืดของวันที่11 มีนาคมเมื่อเราได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องริวผ่านทาง Face book ของคุณแม่ ขณะอยู่บนเครื่องบินเหนือน่านฟ้าของประเทศญี่ปุ่นนั้นเอง ทางคุณแม่ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้น้องริว ถึงแม้น้องริวจะเสียชีวิตลงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ครอบครัวได้ลงทุนลงแรงสูญเปล่า แต่พวกเราเชื่อแน่ว่า วิญญาณของน้องคงรับรู้และกำลังขอบคุณทุกความตั้งใจจริงที่อยากให้น้องได้กลับไปรักษาตัวต่อที่ญี่ปุ่น
             
หลังจากที่พวกเราทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องริว พวกเราทุกคนรู้สึกเศร้าและเสียใจมาก สงสารน้องริวและครอบครัว เพราะตลอดระยะเวลา 1เดือน 12 วันที่น้องอยู่กับพวกเรามีความรักและผูกพัน โดยเฉพาะแววตาของน้องที่ส่งมาให้แวลาหิวน้ำพร้อมกับทำมือประกอบสายตาอ้อนวอนว่า “ขอกินน้ำนิดหนึ่ง”  ภาพของริคุพี่ชายที่ใช้ทิชชูซับน้ำตาให้น้องริว เป็นภาพที่ผู้พบเห็นรู้สึกสะเทือนใจ เพราะพี่ชายวัย 6 ขวบคงไม่เข้าใจว่าน้องชายกำลังป่วยหนัก ยังคงวิ่งเล่นซุกซนตามประสาเด็กแต่เมื่อเห็นน้องร้องไห้ก็จะรับมาจับมือปลอบโยน ภาพของคุณพ่อคุณแม่น้องริวจับมือน้องไว้พร้อมกันแล้วร้องไห้และพูดกับน้อง ก่อนออกเดินทางออกจากหอผู้ป่วย “เราจะได้กลับบ้านแล้วลูก” ยังมีภาพแห่งความประทับใจที่อยู่ในความทรงจำที่ดีของพวกเราทุกคนตลอดไป
               
นอกจากคำกล่าวขอบคุณของคุณแม่น้องริวที่ส่งผ่านทาง Face book  แล้ว ยังมีภาพประกอบการทำพิธีกรรมทางศาสนาในงานศพของน้องมาให้พวกเราได้ดู ภาพของน้องริวที่นอนอย่างสงบท่ามกลางข้าวของต่าง ๆ ร่วมถึงของเล่นที่เคยเล่นเมื่อครั้งยังรักษาตัวอยู่กับพวกเรา ใบหน้าสงบเหมือนเด็กกำลังนอนหลับท่ามกลางบุคคลอันเป็นที่รักทุกคน พวกเราก็ได้แต่ส่งข้อความแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัวน้องริว “ หลับให้สบายนะครับน้องริว...ซาโยนาระ”

สิ่งที่ได้เรียนรู้(สิ่งที่เรียนรู้/คุณค่าที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว)
               
สิ่งที่ได้รับคือ การเรียนรู้และประสบการณ์มากมายเช่นการติดต่อประสานงานในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางเครื่องบิน ที่ไม่ได้สูญเปล่าไปกับการสูญเสียน้องริวในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมาย แต่เมื่อเห็นความทุ่มเทและตั้งใจจริงของครอบครัวน้องริว ปัญหาเหล่านั้นก็กลายเป็นเรื่องเล็ก โดยเฉพาะแววตา ท่าทางแทนคำขอบคุณของคุณพ่อคุณแม่น้องริวที่สมปรารถนาในการพาลูกชายอันเป็นสุดที่รักได้กลับไปรักษาต่อยังประเทศญี่ปุ่นบ้านเกิด การที่ครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการรักษาโดยยึดหลัก“Family center”  การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณ “เรื่องของน้องริวจะอยู่ในความทรงจำที่ดีของพวกเราทุกคนไปอีกนานเท่านาน”

การติดต่อ :  นางวัชรีพร   ต๊ะวิกา  โทรศัพท์ 5881 , 5887  email address  : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Aerosal Therapy

นวตกรรม  ชุดสำหรับการประยุกต์ใช้พ่นยาแบบผ่านเครื่องช่วยหายใจ

นางสาวปริศนา จักษุรัตน์ 
งานการพยาบาลผู้ป่วยกุมารเวชศาสตร์
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

ที่มาของการทำนวตกรรม

        หอผู้ป่วยวิกฤตกุมารเวชกรรม 2  รับดูแลผู้ป่วยทารกและเด็กที่มีปัญหาภาวะหายใจล้มเหลวและใช้เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ย  60 – 75 รายต่อปี ผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยการพ่นยาฝอยละออง (aerosal  therapy)  สำหรับผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจอุปกรณ์พ่นยาผ่านเครื่องช่วยหายใจจะมีราคาแพงและมีเฉพาะเครื่องช่วยหายใจบางรุ่นจึงมีไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน เมื่อแพทย์มีแผนการรักษาให้พ่นยาจึงจำเป็นต้องใช้วิธีปลดเครื่องช่วยหายใจออกและต่ออุปกรณ์พ่นยาแบบ Jet  nebulizer เข้ากับ self inflating bag   จากนั้นช่วยหายใจด้วยการบีบ self inflating bag  ผ่านท่อช่วยหายใจซึ่งวิธีการนี้ผู้ป่วยจะได้รับแรงบีบช่วยหายใจและอัตราการช่วยหายใจไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งได้รับเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนไม่คงที่  ผู้ป่วยบางรายที่ต้องการ Peak Inspiratory Pressure (PIP) ในระดับสูงและแพทย์ต้องการให้พักผ่อนจะถูกรบกวนทำให้ผู้ป่วยมีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนลดลง เกิดปัญหาภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) ได้ง่าย  นอกจากนี้การปลดเครื่องช่วยหายใจออกเพื่อต่ออุปกรณ์พ่นยายังทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจด้วย  ดังนั้นทีมพัฒนาจึงได้ประยุกต์ชุดสำหรับพ่นยาโดยใช้กับเครื่องช่วยหายใจขึ้นเพื่อลดปัญหาดังกล่าว
         
อุปกรณ์พ่นยาที่ประยุกต์นี้  ผ่านการรับรองจากอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหายใจ  ภาควิชากุมาร          เวชศาสตร์แล้ว 

วัตถุประสงค์
          
เพื่อป้องกันภาวะพร่องออกซิเจนขณะพ่นยาในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ

วิธีการดำเนินงาน / วิธีใช้งาน

1. จัดเตรียมอุปกรณ์พ่นยาที่มีอยู่เดิม (แบบ Jet  nebulizer)                    

 

         ภาพที่ 1แสดงอุปกรณ์พ่นยาแบบใช้กับ self inflating bag และ แบบใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ

2. จัดหาอุปกรณ์เพิ่ม

    

                                                 ภาพที่ 2  แสดงอุปกรณ์ที่จัดหาเพิ่ม และอุปกรณ์พ่นยาที่ประกอบเสร็จ       

3. นำอุปกรณ์พ่นยาที่ประกอบเสร็จไปใช้กับผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ                                                                                                                                                                                                                      

                                                                                           ภาพที่ 3  แสดงการใช้งานขณะพ่นยา

ตัวชี้วัดผลสำเร็จของนวตกรรม

 

รายการ

   เกณฑ์เป้าหมาย

ก่อนดำเนินการ

หลังดำเนินการ

ปี 53

ปี  54

ปี 55

ปี 56

1.  ภาวะพร่องออกซิเจนขณะพ่นยา

0

   20 %(N=60)

0%(N=55)

0%(N=60)

0%(N=70)

ข้อเสนอแนะ : ควรส่งเสริมการนำมาใช้และติดตามผลลัพธ์การใช้อุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง

 การติดต่อ:    นางสาวปริศนา  จักษุรัตน์ เบอร์โทรศัพท์ :053-945881, 086- 1979291  email address : pjuksuru@ mail.med.cmu.ac.th

ติดต่อเรา

หน่วยพัฒนาการเด็ก

ชั้น 6 อาคารสุจิณโณ

โทร 053-946384