การเตรียมทารกแรกเกิดสำหรับการเคลื่อนย้าย

การเตรียมทารกแรกเกิดสำหรับการเคลื่อนย้าย

                ผู้ป่วยในช่วงแรกเกิดถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีอัตราตายสูงผู้ป่วยเหล่านี้หากอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน ที่มีข้อจำกัดของศักยภาพในการให้บริการปัญหาซับซ้อนการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า เช่นโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด       

ทารกแรกเกิดที่ต้องทำการส่งต่อเพื่อรับการรักษาส่วนมากมักเป็นทารกแรกเกิดที่มีปํญหาระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด มีปัญหาด้านศัลยกรรม ปัญหาทางเมตาบอลิค หรือมีปัญหาด้านพันธุกรรม และทารกเกิดก่อนกำหนดและมีภาวะแทรกซ้อน

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยทารกแรกเกิดจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วยและทำให้บุคลากรสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบของการส่งต่อทารกแรกเกิด

  1. การติดต่อสื่อสาร เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นจากส่งต่อไปยังอีกโรงพยาบาล หรือการส่งต่อผู้ป่วยยังหอผู้ป่วยที่รับนอน เพื่อให้ปลายทางสามารถเตรียมความพร้อมในการรับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
  2. บุคลากร ทั้งแพทย์และพยาบาลจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานดูแลทารกแรกเกิด และช่วยกู้ชีพทารกแรกเกิด สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
  3. อุปกรณ์ จะต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับตัวทารก และต้องพร้อมใช้เสมอ

ก่อนการเคลื่อนย้ายทารกแรกเกิด

ควรต้องให้การรักษาจนเด็กมีอาการคงที่และดีพอ โดยทำการประเมินเบื้องต้น ABCS ด้วยการตรวจดูทางเดินหายใจ (Airway) การหายใจ (Breathing) การไหลเวียนเลือด (Circulation) และโปรแกรมการดูแลทารกเจ็บป่วยก่อนและขณะส่งต่อ(S.T.A.B.L.E program) ซึ่งประกอบไปด้วย

• Sugar and Safe care  คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และการดูแลให้ทารกปลอดภัย

• Temperature หมายถึง การควบคุมอุณหภูมิกาย ป้องกันไม่ให้ทารกแรกเกิดสูญเสียความร้อนออกจากร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหรือสูงกว่าที่ควรจะเป็นระหว่างการส่งต่อ

• Airway การดูแลทางเดินหายใจ คือ การดูแลให้ทางเดินหายใจของทารกแรกเกิดโล่ง เพื่อให้อากาศสามารถเข้าสู่ปอดได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นควรเตรียมอุปกรณ์ที่ช่วยในการดูดเสมหะจากทางเดินหายใจทารกแรกเกิดไว้เสมอไม่ว่าการส่งต่อทารกแรกเกิดจะระยะทางใกล้หรือไกล

• Blood Pressure คือความดันโลหิต ควรทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิตเป็นระยะ ด้วยการติดเครื่อง Monitor ขณะเคลื่อนย้าย

• Lab Work หมายถึง การตรวจและรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้โรงพยาบาลปลายทางสามารถติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง

• Emotional Support คือ การดูแลด้านจิตใจและอารมณ์ของครอบครัว

ก่อนออกเดินทาง ควรมีการยึดตรึงอุปกรณ์ต่างๆให้แน่น ตรวจดูท่อหลอมลมคอ สายสวนต่างๆ และบริเวณที่มีสายน้ำเกลือติดอยู่ หากพบว่ามีปัญหาต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนทำการเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ยังต้องทำการเช็คการทำงานของอุปกรณ์ทุกชนิด เครื่อง monitor ต่างๆพร้อมทั้งตรวจเช็คสัญญาณชีพอีกครั้งก่อนการส่งออกและสุดท้ายคือการเตรียมเอกสารใบส่งตัว ประวัติผู้ป่วยและผลตรวจต่างๆของทารกแรกเกิด ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยทารกแรกเกิดให้ถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย และทำให้บุคลากรสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งต่อข้อมูลการดูแลได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะทำการส่งต่อ การดูแลทารกแรกเกิดระหว่างการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ ทารกควรอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ดูแลไม่ไห้ทารกแรกเกิดสูญเสียความร้อน ทำการประเมินทารกแรกเกิดเป็นระยะๆ และตลอดการเดินทาง ควรให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองเป็นระยะๆ จนกระทั้งถึงโรงพยาบาลปลายทาง

การดูแลทารกแรกเกิด โดยเฉพาะทารกแรกเกิดที่มีปัญหาแทรกซ้อนที่ต้องทำการส่งต่อ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพผู้ป่วยรอดชีวิตการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยทารกแรกเกิด ทำให้ทีมบุคลากรที่ต้องดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง สามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลอ้างอิงจาก

https://home.kku.ac.th/srinagarindgroup/04_.pdf

http://scielo.unam.mx/pdf/bmim/v68n1/en_v68n1a5.pdf

https://www.stableprogram.org/pdf/Mears_and_Chalmers_2005_Neonatal_pretransport_stabilisation_caring_for_infants_the_STABLE_way.pdf

 

เรียบเรียงโดย  นางสาวสุชาดา มานะสถิต

คณะกรรมการพัฒนาบริการสู่ความเป็นเลิศ กลุ่ม ทารกเกิดก่อนกำหนด

งานการพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 

Newborn transportation

การเตรียมทารกแรกเกิดสำหรับการเคลื่อนย้าย

                ผู้ป่วยในช่วงแรกเกิดถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีอัตราตายสูงผู้ป่วยเหล่านี้หากอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน ที่มีข้อจำกัดของศักยภาพในการให้บริการปัญหาซับซ้อนการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า เช่นโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีความต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพและให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด       

ทารกแรกเกิดที่ต้องทำการส่งต่อเพื่อรับการรักษาส่วนมากมักเป็นทารกแรกเกิดที่มีปํญหาระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด มีปัญหาด้านศัลยกรรม ปัญหาทางเมตาบอลิค หรือมีปัญหาด้านพันธุกรรม และทารกเกิดก่อนกำหนดและมีภาวะแทรกซ้อน

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยทารกแรกเกิดจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วยและทำให้บุคลากรสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบของการส่งต่อทารกแรกเกิด

  1. การติดต่อสื่อสาร เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นจากส่งต่อไปยังอีกโรงพยาบาล หรือการส่งต่อผู้ป่วยยังหอผู้ป่วยที่รับนอน เพื่อให้ปลายทางสามารถเตรียมความพร้อมในการรับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
  2. บุคลากร ทั้งแพทย์และพยาบาลจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานดูแลทารกแรกเกิด และช่วยกู้ชีพทารกแรกเกิด สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
  3. อุปกรณ์ จะต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับตัวทารก และต้องพร้อมใช้เสมอ

ก่อนการเคลื่อนย้ายทารกแรกเกิด

ควรต้องให้การรักษาจนเด็กมีอาการคงที่และดีพอ โดยทำการประเมินเบื้องต้น ABCS ด้วยการตรวจดูทางเดินหายใจ (Airway) การหายใจ (Breathing) การไหลเวียนเลือด (Circulation) และโปรแกรมการดูแลทารกเจ็บป่วยก่อนและขณะส่งต่อ(S.T.A.B.L.E program) ซึ่งประกอบไปด้วย

• Sugar and Safe care  คือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และการดูแลให้ทารกปลอดภัย

• Temperature หมายถึง การควบคุมอุณหภูมิกาย ป้องกันไม่ให้ทารกแรกเกิดสูญเสียความร้อนออกจากร่างกาย และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหรือสูงกว่าที่ควรจะเป็นระหว่างการส่งต่อ

• Airway การดูแลทางเดินหายใจ คือ การดูแลให้ทางเดินหายใจของทารกแรกเกิดโล่ง เพื่อให้อากาศสามารถเข้าสู่ปอดได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นควรเตรียมอุปกรณ์ที่ช่วยในการดูดเสมหะจากทางเดินหายใจทารกแรกเกิดไว้เสมอไม่ว่าการส่งต่อทารกแรกเกิดจะระยะทางใกล้หรือไกล

• Blood Pressure คือความดันโลหิต ควรทำการตรวจวัดระดับความดันโลหิตเป็นระยะ ด้วยการติดเครื่อง Monitor ขณะเคลื่อนย้าย

• Lab Work หมายถึง การตรวจและรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้โรงพยาบาลปลายทางสามารถติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง

• Emotional Support คือ การดูแลด้านจิตใจและอารมณ์ของครอบครัว

ก่อนออกเดินทาง ควรมีการยึดตรึงอุปกรณ์ต่างๆให้แน่น ตรวจดูท่อหลอมลมคอ สายสวนต่างๆ และบริเวณที่มีสายน้ำเกลือติดอยู่ หากพบว่ามีปัญหาต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนทำการเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ยังต้องทำการเช็คการทำงานของอุปกรณ์ทุกชนิด เครื่อง monitor ต่างๆพร้อมทั้งตรวจเช็คสัญญาณชีพอีกครั้งก่อนการส่งออกและสุดท้ายคือการเตรียมเอกสารใบส่งตัว ประวัติผู้ป่วยและผลตรวจต่างๆของทารกแรกเกิด ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยทารกแรกเกิดให้ถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย และทำให้บุคลากรสามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถส่งต่อข้อมูลการดูแลได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะทำการส่งต่อ การดูแลทารกแรกเกิดระหว่างการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ ทารกควรอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ดูแลไม่ไห้ทารกแรกเกิดสูญเสียความร้อน ทำการประเมินทารกแรกเกิดเป็นระยะๆ และตลอดการเดินทาง ควรให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองเป็นระยะๆ จนกระทั้งถึงโรงพยาบาลปลายทาง

การดูแลทารกแรกเกิด โดยเฉพาะทารกแรกเกิดที่มีปัญหาแทรกซ้อนที่ต้องทำการส่งต่อ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพผู้ป่วยรอดชีวิตการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยทารกแรกเกิด ทำให้ทีมบุคลากรที่ต้องดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง สามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลอ้างอิงจาก

https://home.kku.ac.th/srinagarindgroup/04_.pdf

http://scielo.unam.mx/pdf/bmim/v68n1/en_v68n1a5.pdf

https://www.stableprogram.org/pdf/Mears_and_Chalmers_2005_Neonatal_pretransport_stabilisation_caring_for_infants_the_STABLE_way.pdf

เรียบเรียงโดย  นางสาวสุชาดา มานะสถิต

คณะกรรมการพัฒนาบริการสู่ความเป็นเลิศ กลุ่ม ทารกเกิดก่อนกำหนด

งานการพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 

อบรมทารกเกิดก่อนกำหนด2016

pdf

kangaroo care

kangaroo care 

                                  โดย นางสาวนวพรรณ ปะปานา  นางลาวัลย์ ทาวิทะ 

       การดูแลแบบแกงการู หมายถึง   การกระทำของมารดาที่อุ้มทารกที่นุ่งเฉพาะผ้าอ้อมหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปไว้แนบชิดอก ให้ผิวหนังบริเวณใบหน้า ลำตัวแขน และขาของทารกสัมผัสผิวหนังบริเวณอกของมารดาโดยจัดศีรษะของทารกเอียงให้หูแนบกับผนังหน้าอกซ้ายของมารดาที่บริเวณหัวใจ งอแขนและขาเข้าหาลำตัวจัดวางมือให้อยู่ใกล้ปาก สวมหมวก สวมถุงเท้า ใช้ผ้าอ้อมหรือผ้าห่มคลุมที่หลังทารก และจัดสิ่งแวดล้อมให้มีความเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัว อากาศถ่ายเทสะดวก

 

ประโยชน์ของการปฏิบัติแกงการู

ต่อทารกเกิดก่อนกำหนด

  • อาการทางสรีรวิทยาของทารกเกิดก่อนกำหนดจะคงที่
  • อุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอ
  • การติดเชื้อรุนแรงทั้งโรคปอดอักเสบและโลหิตเป็นพิษลดลง
  • การเจริญเติบโตของเส้นรอบศีรษะเพิ่มมากขึ้น
  • อัตราการตายและจำนวนวันนอนโรงพยาบาลลดลง
  • ส่งเสริมพัฒนาการและพฤติกรรมให้เหมาะสม
  • ระยะเวลานอนหลับลึกเพิ่มขึ้น การตื่นลดลง
    • การใช้พลังงานลดลง ส่งผลทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายเพิ่มขึ้น

ต่อมารดา

  • มีความเชื่อมั่นในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดมากขึ้น
  • สัมพันธภาพระหว่างมารดากับบุตรดีขึ้น
  • การสัมผัสและการตอบสนองต่อสื่อสัญญาณของทารกเกิดก่อนกำหนดดีขึ้น
  • มารดารู้สึกผ่อนคลาย ความเครียดลดลง
  • มีน้ำนมสำหรับเลี้ยงทารกได้อย่างต่อเนื่อง

 

ข้อปฏิบัติสำหรับมารดาก่อนให้การดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดแบบแกงการู

   ***มารดาต้องไม่มีไข้ ไม่มีภาวะเจ็บป่วย หรืออาการแสดงของโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ

1.อาบน้ำจากบ้านหรือโรงพยาบาลให้เรียบร้อย ไม่ใช้น้ำหอม และโคโลญจน์

2.สวมเสื้อติดกระดุมด้านหน้า หรือเกาะอก ที่ทำจากผ้านิ่ม มีความยืดหยุ่นดีสามารถขยายออกได้มาก โดยสวมเสื้อชั้น ในแบบที่สามารถปลดสายออกได้

3.ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย

4.ล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธีทั้ง 7ขั้นตอน  

5.ควรมีเวลาปฏิบัติแบบแกงการู ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อครั้ง

การปฏิบัติแกงการู

1. นำเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังมาวางใกล้กับเตียงทารกเกิดก่อนกำหนด

 2. นำฉากมากั้นรอบบริเวณที่ปฏิบัติแกงการู เพื่อความเป็นส่วนตัว

3.เตรียมทารก โดยถอดเสื้อผ้าทารกออก ให้ทารกนุ่งเฉพาะผ้าอ้อมผืนเล็ก หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป สวมหมวก ถุงมือ และถุงเท้าให้ทารก

4.ดูแลให้มารดานั่งบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ และมารดาเปิดเสื้อด้านหน้าออก ปลดสายชุดชั้นในด้านหลัง และให้มารดาดึงชุดชั้นในออก

5.อุ้มทารกออกจากเตียงนอน 

6. นำทารกมาสอดเข้าไปในเสื้อผ้า บริเวณหน้าอกของมารดา ให้ผิวของทารกสัมผัสกับหน้าอกของมารดา

7.จัดท่านอนของทารกอุ้มทารกวางไว้ระหว่างเต้านมทั้งสองข้างของมารดา ในท่า upright position ให้ทรวงอกของมารดาและทารกแนบกัน

8.จัดศีรษะของทารกให้ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ให้หูข้างหนึ่งของทารกอยู่ที่หน้าอกของมารดาวางฝ่ามือของทารกทั้งสองข้าง แนบกับอกของมารดา

9.จัดขาของทารกให้อยู่ในท่างอตัว

10. นำผ้าสำหรับผูกยึดมาพันรอบตัวทารกและมารดาและคลุมผ้าห่มบนตัวทารกอีก 1 ผื่น

11.นำหมอนมาหนุนบริเวณหลังของมารดาให้มารดาอยู่ในท่าที่สบาย ผ่อนคลาย และนำเก้าอี้วางเท้ามาให้มารดาเหยียบ

12.. แนะนำให้มารดาสังเกตอาการผิดปกติของทารก เช่น หยุดหายใจ หรือหายใจลำบาก สีผิวซีดลง หรือเขียวคล้ำ หากทารกมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่พยาบาลทันที

13.เมื่อมารดามีความต้องการที่จะหยุดปฏิบัติการดูแลทารกแบบแกงการู หรือทารกเริ่มแสดงอาการทางคลินิกไม่คงที่ ให้อุ้มทารกออกจากตัวมารดา แล้วนำไปวางบนเตียงบนทารก

14. ดูแลเปลี่ยนผ้าอ้อม เมื่อทารกปัสสาวะหรืออุจจาระ

15. สนทนากับมารดาเกี่ยวกับประสบการณ์ในการปฏิบัติ สอบถามถึงความรู้สึก และความพึงพอใจของมารดาต่อการปฏิบัติการดูแลทารกแบบแกงการู 

 

ขอขอบคุณ

อาจารย์นายแพทย์ประจำหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด

แพทย์ประจำหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด

เจ้าหน้าที่พยาบาลประจำหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด

มารดาและทารกเกิดก่อนกำหนดทุกท่าน 

 

 

 

อบรมทารกเกิดก่อนกำหนด

pdf

Subcategories

ติดต่อเรา

หน่วยพัฒนาการเด็ก

ชั้น 6 อาคารสุจิณโณ

โทร 053-936384

เวลาทำงาน 08:00-16:00 น.