อาการผิดปกติ ขณะตั้งครรภ์

นางอัมพร วิมลเกษม หัวหน้าตึก สูติกรรม 2
งานการพยาบาลผู้ป่วยสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
อาการผิดปกติ ขณะตั้งครรภ์
ที่ควรมาโรงพยาบาล ก่อนวันนัดหมาย คือ
1. การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดหมายถึง การเจ็บครรภ์คลอดตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ สัปดาห์ที่ 28 ไปจนก่อนครบ
สัปดาห์ที่ 37 และหรือ น้ำหนักเด็กที่คลอดออกมามากกว่า 1000 กรัม ถึงน้ำหนัก 2500 กรัม
อาการของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดมีดังนี้ คือ
1. มีการหดรัดตัวของมดลูก อย่างน้อย 1ครั้ง ทุก 10 นาที
2. มีการหดรัดตัวของมดลูก เป็นระยะเวลานานครั้งละ 30 วินาทีหรือมากกว่า
3. ต้องใช้เวลาในการสังเกตุการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
4. ต้องพิจารณาร่วมกับอายุครรภ์ เริ่มตั้งแต่อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ไปจนก่อนครบอายุครรภ์สัปดาห์ที่ 37
5. ปากมดลูกต้องบางลดลง และมีการขยายด้วย ( โดยการตรวจภายในจากแพทย์หรือพยาบาล )
ถ้ามารดามีอาการผิดปกติ ดังกล่าว ควรนอนพักถ้าอาการไม่หายให้มารดารีบไปโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์และพยาบาลดูแลรักษาต่อไป
2. ถุงน้ำคร่ำรั่วหรือแตกก่อนการเจ็บครรภ์ถุงน้ำคร่ำรั่วหรือแตกก่อนการเจ็บครรภ์แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. พวกที่เกิดเอง
2. พวกที่เกิดจาก การที่แพทย์เจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อพยายามก่อให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด
ในที่นี้หมายถึง การมีถุงน้ำคร่ำรั่วหรือแตกก่อนเริ่มมีการเจ็บครรภ์จากการเกิดเอง โดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาระหว่าง การเกิดถุงน้ำคร่ำแตกจากการเริ่มเจ็บครรภ์คลอด
ถุงน้ำคร่ำรั่วหรือแตกพบได้ประมาณร้อยละ 10 - 15 ของสตรีตั้งครรภ์ครบกำหนดและเพิ่มมากขึ้นเป็นร้อยละ 17 ในสตรีที่มีการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะแล้วแต่การกำหนดการคลอดของแต่ละสถาบัน
สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ถุงน้ำคร่ำแตก อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดยังไม่ทราบแน่นอน แต่มี สาเหตุส่งเสริม คือ
1. ส่วนนำของเด็ก ( ศีรษะเด็ก ) ไม่เข้าสู่อุ้งเชิงกราน
2. ท่าเด็กผิดปกติ เช่น ท่าก้น ท่าขวาง
3. ครรภ์แฝดและครรภ์แฝดน้ำ ทำให้แรงตึงตัวภายในมดลูกเพิ่มขึ้น
4. สาเหตุที่เกี่ยวกับมดลูก เช่น มดลูกพิการแต่กำเนิด ได้แก่ การที่ปากมดลูกปิดไม่สนิทหรือมดลูกมีการอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
5. มีการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีการบีบรัดตัวของมดลูกเพิ่มขึ้น
6. การขาดวิตามินซีในแม่
7. สตรีตั้งครรภ์ที่มีเศรษฐฐานะต่ำ
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนของการมีถุงน้ำคร่ำรั่ว หรือ แตกก่อนกำหนด อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในมารดาและทารก คือ
1. การติดเชื้อ
มารดาและทารก มีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 80 -90
มารดาอาจมีการลุกลามไปทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อและถุงน้ำคร่ำ และเกิดการอักเสบในโพรงมดลูก โดยทำให้มารดามีไข้ ชีพจรเร็ว และมักกดเจ็บบริเวณมดลูก น้ำคร่ำมีกลิ่นเหม็น หรือเปลี่ยนลักษณะเป็นขุ่นและมีหนอง เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ทารกอาจได้รับการติดเชื้อโดยน้ำคร่ำที่ติดเชื้อเข้าทางปาก และจมูก ต่อไปเข้าสู่ปอดทำให้ปอดบวม หรือถ้ารกมีการอักเสบเชื้อเข้าสู่เด็กทางกระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง
2. คลอดก่อนกำหนดถ้าเด็กคลอดก่อนกำหนดจะทำให้ทารกเสียชีวิตได้
3. ท่าของทารกผิดปกติถ้าท่าของทารกผิดปกติ ( ข้อ 2 ) จะเกิดภาวะสายสะดือย้อยและเกิดภาวะทารก ขาดออกซิเจน ทำให้ทารกเสียชีวิตได้
หมายเหตุ ถ้าหญิงตั้งครรภ์หรือมารดาที่มีน้ำไหลออกจากช่องคลอด หรือถุงน้ำคร่ำแตก ลักษณะของน้ำคร่ำจะใส ไม่ใช่มูกเหนียว และไม่ใช่ปัสสาวะ ให้มารดาใส่ผ้าอนามัยไว้เพื่อสังเกตุลักษณะน้ำคร่ำแล้วรีบมาโรงพยาบาล เพื่อรับการตรวจรักษาจากแพทย์และพยาบาลต่อไป
3. ภาวะเลือดออกก่อนกำหนด ซึ่งมาจากรกเกาะต่ำ หมายถึง การที่รกอยู่บนปากมดลูกหรือใกล้กับปากมดลูก แทนที่จะเกาะบนส่วนของมดลูก ในภาวะที่รกเกาะต่ำทุกชนิดจะมีการลอกตัวของรกเกิดขึ้น เมื่อมีการขยายของปากมดลูก ทำให้หลอดเลือดฉีกขาดเป็นผลให้มารดาหรือหญิงตั้งครรภ์ มีเลือดออกทางช่องคลอดซึ่งการหดรัดตัวของมดลูก จะไม่สามารถทำให้เลือดหยุดได้จนกว่าเด็ก และรกจะคลอดออกมาได้ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีอาการตกเลือดหรือ เลือดออกทางช่องคลอด ไม่มีความเจ็บปวด และไม่มีสาเหตุที่อธิบายได้ ซึ่งตามปกติมักเกิดหลังตั้งครรภ์ 28สัปดาห์ และส่วนมากมักเกิดภายหลังตั้งครรภ์ 32 สัปดาห์ขึ้นไป บางครั้งหญิงตั้งครรภ์จะพบว่าขณะนอนหลับอยู่ พอตื่นขึ้นพบว่ามีเลือดออกโดยไม่มีอาการเจ็บปวด ให้มารดารีบมาโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลต่อไป
4. โรคพิษแห่งครรภ์ หรือ ภาวะครรภ์เป็นพิษ
ถ้ามารดามีอาการ บวม, ปวดศีรษะ, ตาพร่ามัว, น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติเกิน 2กิโลกรัม / สัปดาห์, มีความดันโลหิตสูง, คลื่นไส้, อาเจียน, เจ็บเสียดยอดอก, หายใจหอบ, ปัสสาวะออกน้อย, ชัก, ให้รีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาพยาบาลต่อไป
5. ภาวะการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะถ้ามารดามีไข้, เจ็บบั้นเอว, มีปัสสาวะแสบขัด หรือ ปัสสาวะขุ่นแดง หรือ ปัสสาวะลำบาก ให้รีบมาโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาพยาบาลต่อไป