:: บทที่ 7 (3)ระบบสืบพันธุ์ ::

ไปยังหน้าที่ : 1 | 2 | 3    

 

 

:: จุดประสงค์การเรียนรู้ ::
  1. ผู้เรียนอธิบายหน้าที่ของส่วนประกอบในระบบสืบพันธุ์เพศและเพศหญิงได้
  2. ผู้เรียนอธิบายความหมายของคำว่า การปฏิสนธิ เอ็มบริโอ และรกได้
  3. ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการลี้ยงดูทารกด้วยน้ำนมแม่ได้
  4. ผู้เรียนอธิบายความหมายของคำว่า แฝดร่วมไข่ แฝดต่างไข่ การแท้ง และการคลอดก่อนกำหนดได้
  5. ผู้เรียนอธิบายสาเหตุบางประการที่ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดได้
  6. ผู้เรียนอธิบายการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมอย่างง่ายๆได้
  7. ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่มีต่อชีวิตมนุษย์ได้
  8. อธิบายหลักการของการผสมเทียมโดยวิธีทำกิฟต์ (GIFT) และการผสมเทียมแบบซิฟท์ (ZIFT)
    และการสร้างเด็กหลอดแก้วได้
:: เนื้อหาบทเรียน ::


 

:: ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ::

ความผิดปกติของการตั้งครรภ์

ตามปกติร่างกายของคนเรามีการตั้งครรภ์และคลอดทารกคราวละ 1 คน แต่บางกรณีร่างกายของคนเราอาจมีโอกาสตั้งครรภ์และ
คลอดทารกครั้งละมากกว่า 1 คน เรียกว่า “ ฝาแฝด ” ซึ่งถือเป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์แบบหนึ่ง ฝาแฝดมี 2 ประเภท คือ

1. แฝดร่วมไข่ คือฝาแฝดที่เกิดจากไข่ 1 ฟองผสมกับตัวอสุจิ 1 เซลล์ แต่ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วขณะที่กำลังเจริญเป็นเอ็มบริโอ
ในระยะแรกๆ เกิดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน และแยกขาดออกจากกันแล้วเจริญเติบโตเป็นทารกและคลอดในเวลาใกล้เคียงกัน ฝาแฝด
ประเภทนี้จะมีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน มีเพศเดียวกัน มีอุปนิสัยใจคอและความสามารถคล้ายกันเมื่อได้รับการเลี้ยงดูใน
สภาพแวดล้อมเดียวกัน

ในบางครั้งฝาแฝดร่วมไข่ซึ่งเกิดจากเอ็มบริโอที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่ไม่แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด ทำให้ทารกที่คลอดออกมา
มีอวัยวะบางส่วนติดกัน เช่น แฝดสยาม (Siamese twin) คู่แรกที่ชื่ออิน - จัน มีส่วนอกติดกันและมีตับเป็นเนื้อเดียวกัน
หรือแฝดลาร์ดาน - ลาร์เลห์มีส่วนหัวติดกัน เป็นต้น

2. แฝดต่างไข่ คือแฝดที่เกิดจากไข่คนละฟองผสมกับตัวอสุจิคนละเซลล์ ได้เอ็มบริโอมากกว่า 1 เอ็มบริโอ สาเหตุที่เกิด เนื่องจาก
มีไข่สุกพร้อมกันมากกว่า 1 ฟองจากรังไข่ข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ขณะที่เอ็มบริโอเจริญอยู่ในมดลูกรกจะแยกจากกันและทารก
จะคลอดออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน แฝดประเภทนี้อาจมีเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้ และมีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกัน

ความผิดปกติในการตั้งครรภ์นอกจากทำให้เกิดฝาแฝดแล้วยังอาจทำให้เกิดผลอื่นๆ เช่น การแท้ง การคลอดก่อนกำหนด การท้อง
นอกมดลูก เป็นต้น

การแท้ง หมายถึง การที่ทารกคลอดก่อนอายุครรภ์จะครบ 28 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัม
การคลอดก่อนกำหนด หมายถึง การที่ทารกคลอดในช่วงอายุ 28-37 สัปดาห์
การท้องนอกมดลูก หมายถึง การที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้วไปฝังตัวที่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่มดลูก เช่นบริเวณช่องท้องหรือปีกมดลูกซึ่ง
อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


:: ความพิการแต่กำเนิด ::

สาเหตุของความผิดปกติแต่กำเนิดมีหลายประการ ดังนี้

1. การติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิส โคโนเรีย เชื้อไวรัสทำให้เกิดโรคหัดเยอรมัน โรคเอดส์ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้จะแพร่เข้าสู่เอ็มบริโอทำให้ทารกที่คลอดออกมาพิการได้

2. ยาหรือสารเคมีบางชนิด ซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นหญิงที่กำลังตั้งครรภ์จึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ไม่ควรสูดดมหรือรับประทานยาหรือสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนและทารก

3. ความผิดปกติของหน่วยพันธุกรรมหรือยีน หน่วยพันธุกรรมหรือยีนหมายถึงหน่วยที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะต่างๆ
ของสิ่งมีชีวิต เช่น สีผิว สีผม สีตา ความสูง สติปัญญา เป็นต้น หน่วยพันธุกรรมหรือยีนสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปยังลูกหลานได้
ยีนที่ผิดปกติ เช่น โรคปัญญาอ่อนบางชนิด โรคเลือดผิดปกติ ( ทาลัสซีเมีย ) ซึ่งในคนปกติอาจมียีนเหล่านี้แฝงอยู่และสามารถ
ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ยีนที่ผิดปกติเหล่านี้ ส่วนมากเป็นยีนด้อยและอาจแสดงลักษณะด้อยเหล่านี้ ี้ออกมาให้เห็นในรุ่นลูกหรือ
รุ่นหลาน หน่วยพันธุกรรมหรือยีนของแต่ละลักษณะจะมีอยู่เป็นคู่ๆ บนโครโมโซมซึ่งอยู่ใน นิวเครียสของเซลล์แต่ละเซลล์ ยีนของ
แต่ลักษณะที่อยู่เป็นคู่ๆ นั้น หน่วยหนึ่งจะได้มาจากพ่อและอีกหน่วยหนึ่งได้มาจากแม่

โครโมโซมของมนุษย์มี 23 คู่หรือ 46 อันเป็นโครโมโซมร่างกาย 22 คู่หรือ 44 อัน และเป็นโครโมโซมเพศ 1คู่หรือ 2 อัน
แต่ละคู่บนโครโมโซมจะมียีนอยู่เป็นคู่ๆดังนั้นแต่ละหน่วยของยีนในแต่และคู่จะแยกกันอยู่บนโครโมโซมแต่ละอันซึ่งเป็นคู่กัน
หน่วยพันธุกรรมหรือยีนมี 2 ประเภท คือ

3.1 ยีนเด่น คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้นๆ ออกมาได้ แม้จะมียีนนั้นเพียงยีนเดียว เช่น ยีนโรคเลือดผิดปกติ ( ทาลัสซีเมีย )
อยู่คู่กับยีนปกติ ยีนปกติเป็นยีนเด่น ดังนั้นลักษณะเลือดจึงเป็นปกติไม่เป็นโรคทาลัสซีเมีย

3.2 ยีนด้อย คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้นๆ ออกมาได้ก็ต่อเมื่อยีนด้อยนั้นต้องมียีนอยู่ด้วยกัน เช่น ยีนโรคเลือดผิดปกติ
( ทาลัสซีเมีย ) ซึ่งเป็นยีนด้อย ถ้ายีนนี้มี 2 ยีนจะแสดงอาการของโรคทาลัสซีเมียออกมาทันที หน่วยพันธุกรรมแสดงลักษณะ
จะอยู่เป็นคู่ๆ ตามแบบที่เขียนเป็นรูปวงกลม มีจุดสีดำและจุดสีขาวอยู่ภายในดังนี้

กำหนดให

 

 

 

เป็นยีนผิวปกติ    เป็นยีนผิวเผือก

  พันธุ์แท้ หมายถึงมียีนเหมือนกันทั้งคู่      พันทาง หมายถึงมียีนที่ไม่เหมือนกัน

ยีนผิวปกติเป็นยีนเด่น ยีนผิวเผือกเป็นยีนด้อย

1. หมายถึงยีนผิวปกติพันธุ์แท้ คือคนที่มีผิวปกติ ไม่มีผิวเผือกแอบแฝงอยู่

2. หมายถึงยีนผิวเผือกพันธุ์แท้ คือคนที่ผิวเผือกอย่างแท้จริง

3. หมายถึงยีนผิวปกติพันทาง คือคนที่มีผิวปกติ แต่มีผิวเผือกแฝงอยู่

4. หมายถึงยีนผิวปกติพันทาง คือคนที่มีผิวปกติ แต่มีผิวเผือกแฝงอยู่

ถ้าเขียนอักษร A เป็นยีนผิวปกติ และ a เป็นยีนผิวเผือก แทนรูปในข้อ 1 ถึงข้อ 4 ด้วยอักษรดังนี้ เรียงตามลำดับ AA, aa, Aa, aA ชายและหญิงที่เป็นพันทางมียีนผิวเผือกแฝงอยู่ในผิวปกติ (Aa) หรือ (aA) ถ้าแต่งงานกันจะมีโอกาสเกิดลูกผิวปกติ 75 เปอร์เซ็นต์
และผิวเผือก 25 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเขียนแผนภาพแสดงวิธีคิดได้ดังนี้

รุ่นพ่อแม่ที่มียีนคู่กัน ผิวปกติพันทาง ( ชาย )Aa x ผิวปกติพันทางหญิง ( หญิง )Aa

จะเห็นได้ว่ารุ่นลูกผิวปกติ 3 ใน 4 หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ และผิวเผือก 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซ็นต์

:: การใช้เทคโนโลยีการผสมเทียม ::

การผสมเทียม คือ การปฏิสนธิแบบไม่ต้องมีการร่วมเพศตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาให้แก่คู่สมรส
ที่มีบุตรยาก ปัญหาโรคทางพันธุกรรมและการเลือกเพศบุตร

การผสมเทียมเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเพศชายและเพศหญิงในกรณีต่างๆ ดังนี้
1. มีปริมาณตัวอสุจิน้อยกว่าปกติหรือมีตัวอสุจิที่ไม่แข็งแรง
2. มีความบกพร่องของหน่วยพันธุกรรม กรณีนี้อาจใช้วิธีฉีดเซลล์อสุจิของเพศชายอื่นเข้าไปในโพรงมดลูกของภรรยาแทน
3. มีความบกพร่องทางโครงสร้างและการทำงานของระบบสืบพันธุ์ จนทำให้ไม่สามารถมีลูกเองได้ เช่น กรณีของเพศหญิง
ที่มีปัญหาเกิดขึ้นกับโครงสร้างและระบบการทำงานของระบบสืบพันธุ์ เช่น ท่อนำไข่ตีบ ไข่ไม่สามารถเดินทางมาผสมกับตัวอสุจิได้ สามารถผสมเทียมได้โดยนำเซลล์ไข่จากรังไข่มาผสมกับเซลล์อสุจิภายนอกร่างกาย เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้วจึงนำเอ็มบริโอที่ได
้ฉีดเข้าไปทางช่องคลอดของฝ่ายหญิงเพื่อให้เอ็มบริโอไปฝังตัวและเจริญเติบโตต่อไปในมดลูก เรียกทารกที่กำเนิดแบบนี้ว่า
“ เด็กหลอดแก้ว (test-tube baby)”

การผสมเทียมโดยวิธีทำกิฟต์ (GIFT) ย่อมาจาก gamete intra-fallopian transferเป็นวิธีการผสมเทียมที่ทำโดย
ฉีดเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิเข้าไปในท่อนำไข่ ให้ผสมกันเองที่บริเวณท่อนำไข่ และเมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้วเอ็มบริโอจะเคลื่อนมา
ฝังตัวในมดลูก

ขั้นตอนการทำกิฟต์ มีดังนี้
1. กระตุ้นให้เกิดการตกไข่ของฝ่ายหญิงพร้อมกันหลายๆ เซลล์ โดยให้กินยาร่วมกับการฉีดยาประเภทฮอร์โมน
2. เมื่อไข่สุกเต็มที่ก็จะดูดไข่ออกจากรังไข่ทางด้านหน้าท้องและคัดไข่ที่สมบูรณ์ 3-4 เซลล์
3. นำเซลล์อสุจิจากฝ่ายชายและเซลล์ไข่ที่คัดไว้ในอัตราส่วนเซลล์ไข่ต่อเซลล์อสุจิเท่ากับ 1:100,000 ฉีดเข้าไปในท่อนำไข่ของ
ฝ่ายหญิงที่หน้าท้อง
4. หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ทราบผลว่าตั้งครรภ์หรือไม่

การผสมเทียมแบบซิฟท์ (ZIFT) ย่อ มาจาก zygote intra-fallopian transfer เป็นวิธีการผสมเทียมที่นำเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิมาผสมในจานเพาะเชื้อจนได้เป็นไซโกต แล้วนำ ไซโกตฉีดเข้าไปในท่อนำไข่ ไซโกตจะแบ่งตัวเป็นเอ็มบริโอและเคลื่อนไปฝังตัวที่มดลูก

การผสมเทียมแบบกิฟต์และแบบซิฟท์จะมีอัตราการตั้งครรภ์สูงกว่าเด็กหลอดแก้วถึง 2 เท่า

ในกรณีที่แม่มีความผิดปกติทางกายหรือจิตใจจนไม่สามารถตั้งท้องเองได้อาจผสมเทียมได้โดยวิธีฝากเอ็มบริโอให้เจริญเติบโต
ในมดลูกของหญิงอื่น

การให้กำเนิดทารกที่เป็นเพศชายหรือเพศหญิงนั้นขึ้นอยู่กับโครโมโซมเพศเพียงคู่เดียว ถ้าทารกเป็นเพศชายโครโมโซมจะเป็น XY ถ้าทารกเป็นเพศหญิงโครโมโซมจะเป็น XX เช่น

  • เด็กหญิงพลอยมีโครโมโซมร่างกาย ดังนี้
    โครโมโซมร่างกาย 22 คู่ + โครโมโซมเพศหญิง 1 คู่ สามารถเขียนสัญลักษณ์ได้ดังนี้ 22 คู่ + XX หรือ 44 อัน + XX
  • เด็กชายเพชรมีโครโมโซมร่างกาย ดังนี้
    โครโมโซมร่างกาย 22 คู่ + โครโมโซมเพศชาย 1 คู่ สามารถเขียนสัญลักษณ์ได้ดังนี้ 22 คู่ + XY หรือ 44 อัน + XY