โรคพยาธิเข็มหมุด

                                                                                        อ.ดร.อัญชลี  ด่านตระกูล 

  ทำไมเด็กบางคนจึงชอบเกาก้นเวลานอนหลับ

       สาเหตุหนึ่งของคำถามข้างต้นคือ เด็กคนนั้นอาจมีการติดโรคพยาธิเข็มหมุด การระคายเคืองบริเวณรอบทวารหนักในช่วงกลางคืน เป็นเพราะพยาธิตัวเมียคลานออกมาวางไข่นั่นเอง

  โรคพยาธิเข็มหมุดคืออะไร

       โรคพยาธิเข็มหมุดคือ โรคที่เกิดจากพยาธิตัวกลมที่มีชื่อเรียกว่า เอนเตอร์โรเบียส เวอร์มิคูลาริส (Enterobius vermicularis) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พยาธิเข็มหมุด เนื่องจากตัวพยาธิมีลักษณะ กลม สีขาวใส เเละบริเวณหัวจะโป่งพองออก ทำให้มองดูคล้ายหัวเข็มหมุด ตัวผู้มีขนาดยาวประมาณ 2-5 มม. ส่วนตัวเมียจะยาวกว่าคือ ประมาณ 8-13 มม

            

รูปที่ 1 ตัวแก่พยาธิเข็มหมุดเพศผู้             รูปที่ 2 ตัวแก่พยาธิเข็มหมุดเพศเมีย

   (ที่มา: http://www.med.cmu.ac.th/dept/parasite/nematode/framene.htm-Enterobius vermicularis)

  ตัวพยาธิอาศัยอยู่ที่ไหนในร่างกายของเรา

      ตัวเต็มวัยของพยาธิชนิดนี้อาศัยอยู่ในบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลายของคน หลังจากพยาธิตัวผู้เเละตัวเมียผสมพันธุ์กันเเล้วพยาธิตัวเมียจะคลานออกมาวางไข่บริเวณทวารหนัก หรือบริเวณช่องคลอดสตรี โดยมักจะคลานออกมาในเวลากลางคืน

  นอกจากอาการคันก้นเเล้ว จะมีอาการอย่างอื่นอีกไหม ที่บอกได้ว่าติดโรคพยาธินี้

     นอกจากอาการคันอย่างรุนเเรงอย่างรุนเเรงเเล้ว เมื่อเกามากขึ้นจะทำให้เกิดรอยถลอก เป็นเเผลติดเชื้อได้ ในเด็กเล็กจะมีอาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ เเสบก้น เบื่ออาหาร เเละน้ำหนักลด ในผู้หญิงถ้าพยาธิคลานกลับเข้าไปในช่องคลอด ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของมดลูก เเละบริเวณที่พยาธิไชผ่าน ส่วนในผู้ชาย ถ้าพยาธิไชผ่านเข้าไปตามท่อปัสสาวะ เเละต่อมลูกหมากก็จะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้

  ใครที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้บ้าง

     เด็กทารก เด็กเล็ก มักติดโรคพยาธินี้ เพราะยังดูเเลตัวเองไม่ได้ ในเรื่องความสะอาด นอกจากนี้โรคนี้ยังมักระบาดในคนที่สัมผัสเเละอยู่คลุกคลีรวมกันเป็นกลุ่ม เช่น ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานสงเคราะห์คนชรา เเละคนภายในครอบครัวเดียวกัน

  โรคนี้ติดต่อกันทางไหนบ้าง

     คนจะติดโรคนี้ ถ้ากินไข่พยาธิเข้าไป ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ถ้าเด็กเกาก้นเเล้ว ไข่อาจติดมากับมือเเละซอกเล็บ เมื่อเด็กเอานิ้วเข้าปากหรือดูดนิ้วก็จะได้รับไข่พยาธิเข้าไป หรือถ้าไข่พยาธิที่ติดมากับเครื่องใช้ของคนที่เป็นโรคพยาธิ เช่นเสื้อผ้า ลูกบิดประตู เมื่อเราเอามือไปสัมผัส เเล้วนำมาเข้าปากก็จะติดโรคได้ นอกจากนี้คนยังติดโรคได้ จากการหายใจ เพราะไข่พยาธิตัวนี้มีน้ำหนักเบา เมื่อสะบัดเสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือผ้าปูที่นอน จะทำให้ไข่ฟุ้งกระจายปลิวไปในอากาศ เมื่อเราหายใจเอาไข่เข้าไปก็จะติดโรคได้

  การวินิจฉัยทำได้อย่างไร

     ทำได้โดยตรวจหาไข่พยาธิได้ด้วยวิธีสก็อตเทปเทคนิค (Scotch tape technique) โดยใช้ด้านเหนียวของสก็อตเทปไปสัมผัสรอบบริเวณทวารหนัก นำมาปิดลงบนกระจกสไลด์ เเล้วนำมาตรวจหาไข่พยาธิภายใต้กล้องจุลทรรศน์ การเก็บไข่โดยวิธีนี้ควรทำตอนเช้าก่อนอาบน้ำ

   

รูปที่ 3 การตรวจหาไข่พยาธิโดยวิธี Scotch tape technique

                     (ที่มา: Atlas of Medical Parasitology, ประยงค์ ระดมยศและคณะ, 2541)

  เมื่อเป็นโรคเเล้วจะทำการรักษาอย่างไร

     ยาที่ให้ผลดีต่อการรักษาคือ mebendazole ควรให้ยาซ้ำหลังการรักษาในครั้งเเรกสองสัปดาห์ เพื่อกำจัดพยาธิที่รับเข้าไปใหม่ เเละถ้าจะให้ผลดีควรรักษาทั้งกลุ่มประชากร ครอบครัว หรือทั้งชั้นเรียน

  วิธีในการป้องกันโรคนี้ทำอย่างไร

     ไข่พยาธิจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อถูกเเสงเเดด เเละความร้อน ดังนั้นควรหมั่นนำเครี่องนอน เเละเครื่องนุ่งห่มมาตากเเดด รักษาอนามัยส่วนบุคคลเเละครอบครัว ในเด็กเล็กควรตัดเล็บให้สั้น เเละล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหาร ส่วนเด็กที่มีพยาธิ ควรทาครีมบริเวณทวารหนักให้เด็กก่อนนอน เเละสวมชุดนอนที่มิดชิด ไม่หลวม เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกาก้นระหว่างนอนหลับ อีกทั้งเป็นการป้องกันการเเพร่กระจายของไข่พยาธิ

 

เอกสารอ้างอิง


1. นิมิตร มรกต, เกตุรัตน์ สุขวัจน์. ปรสิตวิทยาทางการแพทย์โปรโตซัวและหนอนพยาธิ. เชียงใหม่:โครงการตํารา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2546. พิมพ์ครั้งที่ 2
2. วันชัย มาลีวงษ์, ผิวพรรณ มาลีวงษ์, นิมิตร มรกต. ปรสิตวิทยาทางการแพทย์โปรโตซัวและหนอนพยาธิ. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, 2544.
3. ประยงค์ ระดมยศ, อัญชลี ตั้งตรงจิตร, พลรัตน์ วิไลรัตน์, ศรชัย หลูอารีย์สุวรรณ, เเทน จงศุภชัยสิทธิ์. Atlas of Medical Parasitology. 4th ed. สำนักพิมพ์ เมดิคัล มีเดีย, 2541.
4 . http://www.med.cmu.ac.th/dept/parasite/nematode/framene.htm


                                                                                     [ กลับสู่หน้าหลัก ] [ คณะแพทยศาสตร์ ] [ English version ]