EyeCMU Run for Sight

ค่านิยม

สามัคคี มีน้ำใจ มีวินัย ร่วมใจรับผิดชอบ กอปรด้วยคุณธรรม

วิสัยทัศน์ (vision)

ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นภาควิชาชั้นนำ  มีผลงานเป็นที่ยกย่องในระดับสากล เป็นที่รักและศรัทธาของปวงชน

พันธกิจ (mission)

ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ คุณธรรม และเป็นสากล สร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางจักษุวิทยา  ให้บริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน

Core competency

1. Ability to create graduates with comprehensive professional managerial skill necessary for success in 21st century (ความสามารถในการสร้างบัณฑิตที่เพียบพร้อมด้วยทักษะเชิงวิชาชีพและการบริหารจัดการ {ที่จำเป็นในการเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21}) 

2. Ability to create collaborative and multidisciplinay research to resolve local health issues with global impact (ความสามารถในการสร้างเครือข่ายวิจัยแบบสหสาขาเพื่อแก้ปัญหาท้องถิ่นที่มีผลกระทบต่อโลกและภูมิภาค)

3. Providing excellent services: delivering excellent healthcare and networking (ความสามารถในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการบริการสุขภาพที่เป็นเลิศ)

4. Effective networking and collaborative management (ความสามารถในการบริหารเครือข่ายและความร่วมมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ)

Member Login

ศูนย์ดวงตาภาค10 สภากาชาดไทย

ศูนย์ดวงตาภาค10 สภากาขาดไทย

สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย ชั้น 12 อาคารสุจิณโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

 วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.   โทรศัพท์ 0-5393-6382 

 


 

พระราชดำรัส

  “...ขณะที่มีชีวิตอยู่ เราสามารถบริจาคทานให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ เมื่อตายแล้ว การบริจาคต้องระงับไปแต่ยังมีสิ่งหนึ่งเหลืออยู่เป็นที่ต้องการเพราะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์คือ ดวงตา เหตุใดเล่าเราจึงจะหวงแหนไว้ไม่บริจาคให้เป็นทานแก่คนเบื้องหลัง...”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ

 

 

ประวัติศูนย์ดวงตาภาค 10สภากาชาดไทย

การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยในภาคเหนือได้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2522  ที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ. นพ. ชะลอ รุจิรวัฒน์  และต่อมาได้มีการทำผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาให้แก่ผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการในภาคเหนือเรื่อยมา

ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2540 ได้มีการจัดตั้งศูนย์ดวงตาภาค 10  ขึ้นที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ด้วยความร่วมมือของเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่    โดยมีสำนักงานศูนย์อยู่ที่ชั้น 12 อาคารสุจิณโณ     และมีเครือข่ายทั้งสิ้น 6 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.พะเยา จ. เชียงราย  และ จ.แม่ฮ่องสอน    

 

วิสัยทัศน์  พันธกิจ และภารกิจหลัก

วิสัยทัศน์:  เป็นศูนย์ดวงตาที่ได้มาตรฐานสากล   นำชุมชนสู่การเป็นสังคมแห่งการให้

พันธกิจ:จัดเก็บและรวบรวมดวงตาบริจาคเพื่อมอบให้จักษุแพทย์นำไปใช้รักษาผ่าตัดแก่ผู้ป่วยได้เพียงพอต่อความต้องการ ด้วยวิธีการที่เป็นมาตรฐานสากล และเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อชีวิตหนึ่งกับอีกชีวิตผ่านการให้และการปลูกถ่าย

ภารกิจหลัก    :

1. เป็นศูนย์กลางในการรับแสดงความจำนงอุทิศดวงตา จากผู้มีกุศลจิต

2. เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บดวงตาจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต เพื่อมอบให้โรงพยาบาลหรือจักษุแพทย์ได้นำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย

3. เป็นศูนย์กลางในการประสานงานให้ผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

4. เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและการวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพทางจักษุวิทยาแก่แพทย์ประจำบ้าน

5. รณรงค์ให้ประชาชนในภาคเหนือมีเจตคติที่ดีในการบริจาคดวงตาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

6. ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวโรคทางตา ตลอดจนวิธีการดูแลถนอมดวงตา

 

การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาจะทำในกรณีใดบ้าง

         จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาในผู้ป่วยที่มีโรคต่างๆ ของกระจกตา ซึ่งอาจแบ่งเป็น

1. กระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว เช่น เป็นแผลเป็นหรือกระจกตาบวมจากอุบัติเหตุสารเคมี การติดเชื้อ โรคกระจกตาที่เป็นแต่กำเนิด เป็นต้น

2. กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ ทำให้มีภาวะสายตาผิดปกติ ที่แก้ไขไม่ได้ด้วยแว่นตาหรือเลนส์สัมผัส

3.กรณีฉุกเฉิน เช่นโรคติดเชื้อรุนแรง ไม่สามารถควบคุมด้วยการใช้ยารักษาได้ หรือรายที่กระจกตากำลังทะลุ หรือทะลุแล้ว สาเหตุใดก็ตาม ต้องรีบตัดกระจกตาส่วนที่ติดเชื้อออกแล้วใส่กระจกตาบริจาคแทนที่เพื่อรักษาดวงตาไว้ก่อน

4.ทำเพื่อความสวยงามเป็นการทำให้ฝ้าขาวที่ตาดำหายไป โดยไม่คำนึงว่ามองเห็นหรือไม่ วิธีนี้ไม่นิยมทำในเมืองไทย เพราะดวงตาบริจาคมีน้อย จำเป็นต้องเก็บไว้ทำการผ่าตัดให้ผู้ที่ทำแล้วจะทำให้เห็นดีขึ้นเท่านั้น

 

ดวงตาบริจาคได้มาจากไหน

1. ดวงตาบริจาคได้จากผู้ที่ได้แสดงความจำนงอุทิศดวงตาไว้กับศูนย์ดวงตาสภากาดไทย ซึ่งเป็นสถานที่รับดวงตาจากผู้อุทิศที่ถึงแก่กรรม

2. ดวงตาบริจาคได้จากการขอบริจาคดวงตาจากญาติผู้เสียชีวิต ที่ไม่ได้แสดงความจำนงไว้ เพื่อเป็นกุศลสุดท้ายให้แก่ผู้ที่จากไป

ภายหลังถึงแก่กรรม ดวงตาจะเริ่มเสื่อมคุณภาพและ เน่าเปื่อยเหมือนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรีบเก็บดวงตาให้เร็วที่สุดอย่างช้าไม่ควรเกิน 6-8 ชั่วโมง ถ้าช้าเกินไปดวงตาจะใช้ไม่ได้ และไม่ควรอนุญาตให้ฉีดน้ำยากันเน่าเปื่อยของศพ ก่อนที่จะผ่าตัดเก็บดวงตา

 

สิทธิประโยชน์ของผู้บริจาคดวงตา

(ภายหลังถึงแก่กรรม และได้นำดวงตาใช้ประโยชน์)

1. จัดดอกไม้ หรือพวงหรีดไปเคารพศพของผู้อุทิศ

2. สิทธิสมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทย ทายาทของผู้บริจาคดวงตา 1ท่าน จะได้รับมอบสิทธิ สมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทย

3. สามารถขอพระราชทานเพลิงศพ ให้กับผู้อุทิศดวงตาที่ถึงแก่กรรม และได้นำดวงตามาใช้ประโยชน์ โดยทายาทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

4. ได้รับเกียรติบัตรสภากาชาดไทยยกย่องเชิดชูความดีของผู้บริจาคดวงตา (มอบให้ทายาท)

 

สถิติผู้ป่วยที่จองดวงตากับศูนย์ดวงตาภาค 10และผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา

สถิติผู้ป่วยที่ได้รับและรอรับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา

กับศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 - 2559

 

 

ผู้ป่วยจองคิวผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ณ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน  226 ราย

         ผู้ป่วยจำนวนมากยังรอรับการรักษา สถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศไทยเรายังประสบปัญหาการขาดแคลนกระจกตาสำหรับผ่าตัดอย่างวิกฤติ  จากสถิติการจองคิวเปลี่ยนกระจกตาของศูนย์ดวงตาภาค 10 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542  ถึงปัจจุบัน พบมีผู้ป่วยรอเปลี่ยนกระจกตากว่า 200 รายต่อปี หากแต่ละปีทางศูนย์ดวงตาภาค 10 สามารถจัดเก็บดวงตาสำหรับผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วยได้เพียง 40- 50 รายต่อปี ทำให้ระยะเวลานับตั้งแต่เข้ารับการจองคิวไปจนถึงได้ทำการผ่าตัดค่อนข้างนาน ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอคอยการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาบางส่วนถึงกลับสูญเสียดวงตาหรือบอดสนิทจากภาวะแทรกซ้อนไปก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด

 

การบริจาคดวงตาไม่ยุ่งยาก

         คนส่วนใหญ่คิดว่าการบริจาคดวงตานั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีสายตาปกติ แท้จริงแล้วทุกๆคนสามารถเป็นผู้บริจาคดวงตาได้ แม้จะเป็นผู้สูงอายุ ผู้มีสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง แม้กระทั่งผู้ที่ตาบอดจากโรคตาอื่นๆ  แต่ถ้ากระจกตายังใสเป็นปกติก็สามารถเป็นผู้บริจาคดวงตาได้ทั้งสิ้น การบริจาคดวงตาไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องตรวจร่างกายแต่ประการใด

         โดยทางศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทยได้จัดทำแผ่นพับที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาและการอุทิศดวงตาสำหรับแจกจ่ายแก่ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคดวงตา  โดยส่วนหนึ่งเป็นใบแสดงความจำนงบริจาคดวงตาสำหรับให้กรอกรายละเอียดของผู้บริจาค แล้วส่งกลับมาให้ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย

ท่านสามารถขอรับใบแสดงความจำนง หรือแสดงความจำนงบริจาคดวงตาได้ที่

-        สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด หรือสำนักงานกิ่งกาชาดทุกจังหวัด

-        ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย หรือศูนย์ดวงตาภาคในท้องที่ของท่าน

-        สมัครทางเว็บไซด์ www.eyebankthai.com, www.redcross.or.th

-        ในเขตภาคเหนือสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ดวงตาภาค 10 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 0-5393-6382, 08-9999-6000

 

สำหรับขั้นตอนการแสดงความจำนงอุทิศดวงตา

1.     กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาให้ชัดเจน ที่อยู่ที่ระบุควรเป็นที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

2.     ฉีกแผ่นพับตามรอยปรุ ไม่ต้องใส่ซองและไม่ต้องติดผนึกตราไปรษณียากร แล้วนำส่งทางไปรษณีย์

3.     เมื่อศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยได้รับใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาจากท่านแล้วศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทยจะส่งบัตรประจำตัวให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้

4.     หากย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนสถานภาพใดๆ กรุณาแจ้งศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย

เมื่อได้รับบัตรประจำตัวผู้บริจาคดวงตา

1.     ลงลายมือชื่อผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตาไว้เป็นหลักฐาน

2.     กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน

3.     พกบัตรติดตัว เพื่อเป็นหลักฐานว่าเป็นผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา

เมื่อได้รับบัตรบริจาคดวงตาแล้วควรแจ้งให้ญาติใกล้ชิดทราบ ได้แก่ บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร หรือพี่น้อง เพราะว่าเมื่อผู้บริจาคดวงตาเสียชีวิต ผู้ใกล้ชิดจะได้โทรแจ้งให้ศูนย์ดวงตาภายใน 6 ชั่วโมงหลังจากเสียชีวิต เพื่อจะได้นำดวงตาไปดำเนินการตามเจตจำนงของผู้เสียชีวิตต่อไป

 

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการบริจาคดวงตา

 

ถาม    แพทย์เก็บดวงตาทั้งลูกหรือเอาแต่เฉพาะตาดำ

ตอบ    เก็บทั้งลูกตา เพราะถ้าเอาแต่เฉพาะตาดำจะเก็บไว้ได้ไม่นาน ตาดำจะเสื่อมคุณภาพ

 

ถาม    ภายหลังแพทย์เก็บดวงตาแล้ว ตาจะโบ๋หรือดูลึกน่าเกลียดหรือไม่ ?

ตอบ    ภายหลังการเก็บดวงตา แพทย์จะตกแต่งให้ดูปกติจนไม่สามารถทราบว่า ได้เก็บดวงตาไปแล้ว

 

ถาม    ถ้าให้ดวงตาไปแล้วเกิดชาติหน้าตาจะโบ๋หรือไม่ ?

ตอบ    ตรงกันข้ามการอุทิศดวงตาเป็นการทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นถ้าชาติหน้ามีจริง กุศลย่อมจะ

         ส่งผลให้ผู้อุทิศมีแต่ความสุข ความเจริญ และมีสายตาดีเป็นพิเศษ

 

ถาม    การอุทิศดวงตาเป็นการขัดต่อศาสนา หรือเป็นบาปหรือไม่ ?

ตอบ    การอุทิศดวงตาภายหลังถึงแก่กรรม เป็นการทำบุญกุศลมีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ จึงไม่

น่าจะ   ขัดต่อบทบัญญัติในศาสนาใดๆ ทั้งสิ้นหรือเป็นบาปแต่อย่างใด

 

ถาม    ตาดำของผู้ชายนำมาใช้กับผู้หญิงได้หรือไม่ ?

ตอบ    ตาดำของทุกคนใช้แทนกันได้ ไม่จำกัดเพศ

 

ถาม    ตาเหล่แต่กำเนิด จะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    สายตาสั้นมากทั้งสองข้าง และใส่แว่นตามานานแล้วจะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตาบอดมาหลายปีจะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    เป็นมะเร็งปอด จะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่ ยกเว้นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ที่มีการแพร่กระจายไปส่วนอื่นของ

         ร่างกาย

 

ถาม    เคยผ่าตัดต้อกระจกมาแล้ว จะอุทิศดวงตาได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ เพราะตาดำยังดีอยู่

 

ถาม    ตาบอดใส จะเปลี่ยนตาใหม่ได้หรือไม่ ?

ตอบ    ไม่ได้ เพราะไม่ใช่โรคของกระจกตา

 

ถาม    ผู้ถึงแก่กรรมไม่ได้อุทิศดวงตา แต่ญาติต้องการให้ได้หรือไม่ ?

ตอบ    ได้ โปรดติดต่อให้ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทยทราบโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 6 ชั่วโมง

 

การดูแลถนอมดวงตา

ที่มา : หนังสือคู่มือจัดหาและบริการดวงตา ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย

 

         ดวงตาเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งห้า รับหน้าที่หลักคือทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัว เราทุกคนมีดวงตาคนละสองดวงสำหรับใช้งานไปตลอดชีวิต เราคงอยากใช้ดวงตาของเรามองเห็นได้ดีไปได้นานที่สุด ดังนั้นการถนอมดวงตาเป็นสิ่งสำคัญมากที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ คำถามคำตอบต่อไปนี้ จะช่วยเราให้สามารถปฏิบัติตัวได้ดี

ข้อควรปฏิบัติในการดูแลสุขภาพดวงตา

1. ตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์

- สำหรับเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วงอายุ 3 –5 ขวบก่อนเข้าโรงเรียน และหลังจากนั้นเป็นประจำในแต่ละช่วงระดับชั้น หรือเมื่อมีปัญหาเรื่องมองเห็นไม่ชัดซึ่งอาจเกิดจากปัญหาสายตา

- สำหรับผู้สูงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง

- ในกรณีพิเศษที่ต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้น ได้แก่ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน มะเร็งจอประสาทตา เป็นต้น

2. ควรสวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่ออกแดดหรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคตาบางชนิด ได้แก่ ต้อลม ต้อเนื้อ เป็นต้น

3. ควรสวมแว่นป้องกันดวงตา (protective eye glass) เมื่อต้องทำงานประกอบอาชีพบางชนิด หรือเล่นกีฬาบางอย่างที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อดวงตา

4. รับประทานอาหารที่มีคุณค่าอย่างครบถ้วน

 

ทำไมจึงต้องสวมแว่นกันแดด

         ปัจจุบันที่พิสูจน์แล้วว่าแสงแดดโดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเล็ต หรือรังสียูวี (ultraviolet-UV) ที่มีอยู่ในแสงแดดมีผลต่อดวงตาในระยะยาว จะทำให้เกิดอันตรายกับเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ ของดวงตา ตั้งแต่ส่วนนอกไปจนถึงส่วนในของดวงตา โรคตาที่เกิดจากการทำลายของแสงได้แก่ ต้อลม ต้อเนื้อ กระจกตาเป็นฝ้า ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อน อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและมีแสงแดดตลอดทั้งปี ดังนั้น ควรสวมแว่นกันแดดไว้เมื่อออกจากบ้านไม่มีเพียงเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้นที่ต้องสวม แต่ควรสวมแว่นให้เด็กด้วย

 

การเลือกแว่น

         เราควรสวมแว่นไม่ใช่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เพราะการสวมแว่นที่เหมาะสม สามารถทำให้เรามีสุขภาพดวงตาที่ดี และยังป้องกันการสูญเสียดวงตาที่เรารักได้อีก แว่นที่ควรสวมมีดังนี้

1.     แว่นกันแดด

2.     แว่นป้องกันดวงตา

 

เคล็ดลับในการเลือกแว่นกันแดด

- แว่นที่ดีควรกัน(UV-A และ UV-B)  อย่างน้อย 99-100 เปอร์เซ็นต์ และกันแสงทั่วไปได้อย่างน้อย 75-90 เปอร์เซ็นต์     

- แว่นชนิด polarizing filter สามารถให้ภาพที่คมชัดขึ้น และป้องกันแสงแดดได้ดี

- อย่าเลือกแว่นราคาถูก เพราะอาจมีคุณภาพไม่ดี ไม่สามารถกรองแสงได้

- อย่าเชื่อแผ่นป้ายที่ติดไว้ข้างแว่น หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาช่างแว่นที่ไว้ใจได้ ร้านแว่นบางร้านจะมีเครื่องเช็คเปอร์เซ็นต์การกรองรังสียูวี ซึ่งสามารถขอเช็คซ้ำได้

- สวมแว่นกันแดดแล้วส่องกระจก หากคุณสามารถมองเห็นดวงตาของคุณเองผ่านเลนส์ แสดงว่า เลนส์อาจไม่เข้มพอที่จะกรองแสง

- หากใช้แว่นสี ควรเลือกสีโทนเทา น้ำตาล หรือเขียว เพื่อให้สามารถมองเห็นสีได้อย่างเป็นธรรมชาติไม่ผิดเพี้ยน อย่าเลือกสีแดง น้ำเงิน เพราะอาจทำให้แสงความยาวคลื่นที่อันตราย สามารถผ่านเข้าสู่ดวงตาได้

- เช็คคุณภาพของเลนส์โดยถือเลนส์ในระยะห่างเท่าความยาวของแขนมองผ่านเลนส์ไปยังวัตถุไกล ออกไปที่เป็นเส้นตรง เช่น กรอบประตู เสา แล้วลองเคลื่อนเลนส์ผ่านเส้นตรงที่เห็น หากมองเห็น เส้นบิดเบี้ยวไปมา แสดงว่าเนื้อเลนส์ไม่สม่ำเสมอ ไม่ได้คุณภาพ

 

อาหารบำรุงดวงตา

         สารอาหารที่มีคุณค่ากับสายตา ช่วยป้องกันโรคตาได้ มีดังต่อไปนี้

1.     กรดไขมันชนิดโอเมกา-3 ( Omega-3)

ช่วยรักษาอาการตาแห้ง และโรคหัวใจหลอดเลือด ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง และป้องกันมะเร็งหลายชนิด เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของกรดไขมันอิสระสองชนิดคือ อีพีเอ (EPA) และ ดีเอชเอ (DHA) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สารเหล่านี้ได้จากปลาบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน แนะนำให้รับประทานปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอด 2-3 ส่วนบริโภคต่อสัปดาห์ (1 serving = เนื้อ 90 กรัม = เนื้อปลากระป๋องขนาดเล็ก 1 กระป๋อง = ครึ่งถ้วยตวงข้าวหม้อหุงข้าวไฟฟ้า) นอกจากนั้นเราสามารถบริโภคสารเอแอลเอ (ALA) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนไปเป็น EPA และ DHA ได้เอง สาร ALA พบในน้ำมันสกัดจากธัญพืช ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง เมล็ดวอลนัท เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

 

2.     สารลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin)

สารสองตัวนี้เป็นกลุ่มแคโรทีนอยด์ซึ่งเป็นสารสีส้มเหลืองที่ทำหน้าที่กรองรังสียูวีในแสงแดดและแสงสีม่วง-น้ำเงิน ที่ทำให้เกิดความเสื่อมที่โรคจอตาส่วนกลาง  สารเหล่านี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ป้องกันและชะลอโรคจอตาเสื่อม(Age-related Macular Degeneration หรือ AMD)สารเหล่านี้มีมากในผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ปวยเล้ง บรอคโคลีเป็นต้น ควรได้รับ ลูทีน20 มิลลิกรัมต่อวัน และ ซีแซนทีน 6 – 10มิลลิกรัมต่อวัน หรือแนะนำให้กินผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 100 กรัมอย่างน้อยวันเว้นวัน   นอกจากนี้ในไข่แดง  มี ลูทีนและซีแซนทีนที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี แนะนำให้กินไข่ (พร้อมไข่แดง) 2 ฟองวันเว้นวัน (ถ้าไม่มีข้อห้าม)

 

3.     วิตามินและสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants)  ได้แก่

- วิตามินเอสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาและมีบทบาทสำคัญในการมองเวลากลางคืนซึ่งพบมากในผักจำพวก ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักโขม ฟักทอง

- วิตามินบี มีการศึกษาพบว่าวิตามินบี1และบี12อาจมีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้โดยแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้มาก ได้แก่ ตับ ไข่เนื้อสัตว์นมสด

- วิตามินซีเป็นที่รู้จักกันดีของการชะลอความแก่ของร่างกายด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant)นอกจากนั้น ยังอาจช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้อีกด้วยผลไม้ที่มีวิตามินซี มาก ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อมส่วนผักได้แก่ กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่

- วิตามินอี เป็นวิตามินอีกตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอตาและจากการ ศึกษาพบว่า อาจมีบทบาทช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกเช่นเดียวกันพบได้ในน้ำมัน ธัญพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด ถั่วเหลือง

- เบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอซึ่งมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการมองเห็นในกลางคืนเช่นเดียวกับ วิตามินเอพบมากในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น แครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อนหน่อไม้ฝรั่งผักบุ้งข้อควรระวังคือการรับ ประทานเบต้าแคโรทีนในรูปอาหารเสริมมากไปในคนที่สูบบุหรี่จะเพิ่ม โอกาสการเกิดมะเร็งปอดได้ 

 

ผลวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่าการให้วิตามิน ซี, อี เบต้าแคโรทีน, ธาตุสังกะสี มีประโยชน์ในการชะลอการเสื่อมมากขึ้นของผู้ป่วยที่เป็นโรคจอตาเสื่อมตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป(moderate AMD) ทั้งนี้ในผู้ป่วยที่มีโรคจอตาเสื่อมเพียงเล็กน้อยอาจไม่ได้ประโยชน์เท่าไรนักจากการรับประทานวิตามินเสริมในปริมาณที่เหมาะสมดังกล่าว ทั้งนี้จักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมิน ระดับความเสื่อมของจอประสาทตาจากการขยายม่านตา ไม่ควรซื้อมาอาหารเสริมมารับประทานเอง เนื่องจากอาจไม่ได้รับประโยชน์และยังเกิดผลข้างเคียงได้

 

ติดต่อเรา

แสดงความจำนงบริจาคดวงตา หรือ แจ้งข้อมูลกรณีมีผู้บริจาคเสียชีวิตได้ที่.ผู้ประสานงาน

   - นางสาวกันยนา  ติยะธรรม

   - นางณัฐชนันท์  กฤษณะเศรณี

สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10สภากาชาดไทย ชั้น 12อาคารสุจิณโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

โทรศัพท์        0-5393-6382          (เวลาราชการ)

มือถือ         08-9999-6000         ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ร่วมแบ่งปันน้ำใจ ให้แก่ผู้ป่วยโรคกระจกตาพิการ ท่านสามารถร่วมบริจาคได้ที่

·      ศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย โดยสั่งจ่ายในนามบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 566-451015-4

ชื่อบัญชี สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10 ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาคณะแพทยศาสตร์

 

 

บริจาคด้วยตนเอง

 

                     สำนักงานศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย ชั้น 12 อาคารสุจิณโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

      วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.   โทรศัพท์ 0-5393-6382 

 

 

         ท่านสามารถบริจาคได้ในรูปของเงินสด บัตรเครดิต หรือเช็ค ขีดคร่อม A/C PAYEE ONLY สั่งจ่าย มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก กรณีที่มาบริจาคที่ศูนย์ดวงตาภาค 10 หรือที่มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก ขอให้ท่านเตรียมข้อมูลเหล่านี้มาด้วย ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด E-mail ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ของผู้บริจาค และระบุวัตถุประสงค์การบริจาค เพื่อศูนย์ดวงตาภาค 10 สภากาชาดไทย

 

การรับใบเสร็จรับเงิน

กรุณาส่ง สำเนาใบนำฝาก พร้อม ชื่อ – นามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์มายังมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก เพื่อจะได้จัดส่งใบเสร็จรับเงินให้ท่านต่อไป

 

มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เลขที่ 110 ถนนอินทวโรรส

ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ 50200

โทรศัพท์ 0-5393-7400 โทรสาร 0-5393-7888

ความรู้สู่ประชาชน

กิจกรรมภาควิชาฯ

ติดต่อภาควิชา

  •    ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  •    เบอร์โทร : 053-935512
  •    แฟกซ์ : 053-936121
  •    อีเมล์ :   This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.